คำถามเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พุทธประวัติ

 

ถาม : การที่พระพุทธเจ้าประสูติแล้วสามารถดำเนินได้ ๗ ก้าวนั้น มีความเป็นจริงหรือไม่ อย่างไร?

ตอบ : การดำเนินได้ ๗ ก้าวของพระราชกุมารสิทธัตถะ เมื่อวันประสูตินั้น เป็นเรื่องราวที่ปรากฏในพุทธประวัติจริง โดยได้กล่าวถึงการเกิดปาฏิหาริย์คือการดำเนินได้ของพระกุมาร ในปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ สามารถอธิบายได้ ๒ นัย คือ

นัยที่ ๑ ในแง่ของความเป็นจริง คือเป็นอภินิหารที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง ก็ย่อมเป็นไปได้ เนื่องจากการเกิดขึ้นของผู้มีบุญญาบารมี ย่อมจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเสมอ ดังเรื่องราวที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฏกว่าเกิดมีอภินิหารเกิดขึ้นในคราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์

อีกประการหนึ่ง อภินิหารต่างๆ จะเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะการเกิดขึ้นของพระมหาสัตว์ (ผู้ที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า) ย่อมเป็นสิ่งที่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้นอภินิหารต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา

นัยที่ ๒ ในแง่ของการเปรียบเทียบ หรืออุปมาอุปมัย สามารถสันนิษฐานปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ เช่นที่ผู้รู้ทั้งหลายได้อธิบายไว้ คือ

-การที่พระสิทธัตถะกุมารเสด็จดำเนินได้ ๗ ก้าวนั้น เป็นการเปรียบให้เห็นถึงการปฏิบัติพุทธกิจของพระพุทธองค์ว่าทรงอุบัติขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ประกาศพระสัทธรรมคำสั่งสอนให้แผ่ไปสู่มนุษยชาติ และพระองค์ได้จาริกเผยแผ่ธรรมในดินแดนที่กว้างไกลถึง ๗ แคว้น ซึ่งเป็นแคว้นใหญ่ในชมพูทวีป ในสมัยนั้น

-เปรียบกับการดำเนินไปสู่เส้นทางที่จะเป็นพระพุทธเจ้า โดยที่พระองค์ได้ปฏิบัติตามหลัก ธรรมสำคัญ ๗ ประการ อันได้แก่โพชฌงค์ ๗ คือ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา หลักธรรมทั้ง ๗ ข้อนี้เป็นทางในการบรรลุธรรม จึงเปรียบกับการดำเนิน ๗ ก้าวของพระราชกุมาร

 

ถาม : ภาพที่พระพุทธองค์เสด็จประทับยืน เดิน นั่ง นอน อยู่บนดอกบัว ตามฝาผนัง และได้ยินว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่ไหน จะมีดอกบัวผุดมารองรับ เป็นความจริงหรือไม่ โปรดอธิบาย ?

ตอบ : ภาพพุทธประวัติที่มีรูปดอกบัวมารองรับพระพุทธองค์นั้น เป็นการแสดงให้เห็นลักษณะสำคัญของพระพุทธองค์ คือทรงเป็นพระอรหันต์ที่มีความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสโดยประการทั้งปวง ภาพดอกบัวเป็นเครื่องหมายของความบริสุทธิ์ เพราะดอกบัวเป็นดอกไม้ที่บริสุทธิ์ แม้จะเกิดจากโคลนตมที่สกปรกก็ตาม แต่เมื่อดอกบัวพ้นจากน้ำแล้ว ได้เป็นดอกไม้ที่สะอาด ปราศจากโคลนตม หรือสิ่งโสโครก การพระพุทธองค์ทรงประทับอยู่บนดอกบัวนั้นหมายถึงทรงประทับอยู่ทุกที่ทุกแห่ง ทุกอิริยาบถ ด้วยความบริสุทธิ์ ทรงประทับยืน เดิน นั่ง นอน อยู่บนความบริสุทธิ์ทุกเมื่อ

พระพุทธองค์เกิดมาเป็นมนุษย์เช่นคนทั่วไป แต่พระองค์ได้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง จนได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีความบริสุทธิ์ผ่องใส ปราศจากมลทินคือกิเลสทุกประการ ด้วยเหตุนี้ จึงเปรียบเหมือนกับประทับอยู่บนดอกบัวคือความบริสุทธิ์

 

ถาม : ทำไมพระพุทธรูปจึงมีพระเศียรแหลม หรือว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพระเศียรแหลมจริงเช่นดังพระพุทธรูป?

ตอบ : พระพุทธเจ้าองค์จริงในประวัติศาสตร์ ไม่ได้มีพระเศียรแหลมเช่นพระพุทธรูป ทรงมีลักษณะเหมือนคนทั่วไป การที่พระพุทธรูปมีรูปลักษณะดังกล่าวอันเนื่องมาจากคติหรือความเชื่อในการสร้างพระพุทธรูปนั้น ได้มีการสร้างให้มีรูปลักษณะให้แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป เช่นมีพระกรรณ (หู) ยาว มีพระเศียรแหลม และมีพระเมาลี (ผม) เป็นขมวดๆ เป็นต้น

ในลักษณะต่างๆ ดังกล่าว ได้แฝงคติธรรมและลักษณะสำคัญของพระพุทธองค์ไว้ เช่น พระเศียรแหลมหมายถึง การมีพระปัญญาอันเฉียบแหลม, การมีพระเมาลีเป็นขมวดๆ อันหมายถึงความยุ่งยากหรือความทุกข์ต่างๆ ของมนุษย์ แต่เหนือขมวดคือปัญหานั้น มีปัญญาอันเฉียบแหลมที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้

พระกรรณยาว หมายถึง ลักษณะคำสอนของพระพุทธองค์ที่สอนให้สาวกใช้ปัญญาในการพิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างมีเหตุผล ไม่ให้หูเบาเชื่ออะไรง่ายๆ โดยขาดการพิจารณาไตร่ตรองให้ละเอียด การที่มีลักษณะหูยาวจึงหมายถึงให้หูหนักอย่าหูเบานั่นเอง

พระเนตรมองทอดลงต่ำ หมายถึงคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่สอนให้มองที่ตนเอง พัฒนาตนเองให้เป็นผู้ประเสริฐตามหลักไตรสิกขา ให้พัฒนาตนเองเป็นหลักสำคัญ โดยยึดเอากายอันยาววาหนาคืบกว้างศอกเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ไม่ควรมุ่งแสวงหาแต่สิ่งภายนอกจนลืมฝึกตนเอง

 

ถาม : พระพุทธรูปเกิดขึ้นได้อย่างไร / ผู้ถาม : กัลยา ชัยสาม ปวช. 2/3 วิทยาลัยอาชีวศึกษา เชียงใหม่

ตอบ : แต่เดิมในครั้งพุทธกาล ไม่มีพระพุทธรูป ได้เกิดขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าประนิพพานแล้ว เมื่อชนชาติกรีกได้หันมานับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งแต่เดิมกรีกได้มีการเคารพบูชารูปเคารพของตนเอง เช่น เทพเจ้ายูปีเตอร์ หรือซิวส์ ฮิรา เป็นต้น เมื่อมานับถือพระพุทธศาสนา ก็จึงได้สร้างรูปเคารพของพระพุทธเจ้ามาเคารพแทน จึงได้เกิดมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้น เป็นครั้งแรก และต่อมาได้เผยแพร่เข้าไปในดินแดนต่างๆ จนได้เกิดมีพระพุทธรูปมากมาย พระพุทธรูปที่กล่าวว่าเป็นศิลปะงดงามที่สุด คือพระพุทธรูปสมัยศิลปะคันธาระ ส่วนในประเทศไทยก็นิยมสร้างพระพุทธรูปทุกยุคสมัย เช่นในล้านนาภาคเหนือ มีศิลปะการสร้างพระพุทธรูปแบบเชียงแสน (พระสิงห์ 1 -2-3) ในภาคกลางได้รับยกย่องว่าพระพุทธรูปที่งดงามคือสมัยสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระพุทธชินราช ที่วัดมหาธาตุ จ. พิษณุโลก

 

ถาม : พระพุทธรูปประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน มีชื่อเรียกตามปางทั้งหมดว่าอย่างไร / ผู้ถาม : เพ็ญนภา ใจต๊ะพิงค์ ปวช. 2/5 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่

ตอบ : พระประจำวันทั้งเจ็ดเป็นการเอาอิริยาบถต่างๆ ของพระพุทธเจ้ามากำหนดเป็นพระ ประจำวันเกิด ได้แก่ วันอาทิตย์ ปางถวายเนตร ยืนมองต้นโพธิ์, วันจันทร์ ปางลีลา หรือปางโปรดพระญาติ, วันอังคารปางไสยยาสน์ คือปางนอนหลับ, วันพุธ ปางอุ้มบาตร (ถ้าเป็นวันพุธกลางคืน ปางปาลิไลย์ คือปางที่มีช้างกับลิงมาปรนนิบัติ), วันพฤหัสบดี ปางนั่งสมาธิ , วันศุกร์ ปางรำพึง เอาพระหัตถ์แนบ พระอุระ (อก), วันเสาร ์ปางนาคปรก

 

ถาม : ทำไมถึงหล่อพระพุทธรูปออกมาได้ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้าพระพุทธเจ้า / ผู้ถาม : วิชุตา นันทะวงศ์ ปวช. 2/5 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่

ตอบ : การหล่อพระพุทธรูปเป็นการสร้างรูปเคารพของพระพุทธเจ้า ก็เพราะไม่เคยเห็นหน้าของพระพุทธเจ้านั่นแหละ จึงได้หล่อขึ้นมาเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ตัวแทน เป็นรูปเปรียบ เพื่อที่ให้ชาวพุทธได้เห็นรูปพระพุทธรูปเป็นรูปแทนพระพุทธเจ้า ด้วยความระลึกถึง พระพุทธเจ้า ด้วยความศรัทธา แม้พระองค์จะปรินิพพานแล้ว จึงได้สร้างรูปเปรียบแทนองค์จริงที่หา ดูไม่ได้แล้ว

 

ถาม : รอยเท้าของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในวัดต่าง ๆ เป็นของพระพุทธเจ้าจริงหรือไม่ / ผู้ถาม : สุปราณี จี้มมูล ม.6 จักรคำคณาทร ลำพูน

ตอบ : ในประวัติศาสตร์พระพุทธเจ้าไม่ได้เสด็จมาเมืองไทย การที่มีรอยพระพุทธบาทนั้น สันนิษฐานว่า เกิดจากความศรัทธาของคนสมัยก่อน จึงได้ทำรอยพระบาทเอาไว้เพื่อให้คนได้มีความ รู้สึกอุ่นใจว่า แม้ไม่ได้อยู่ในดินแดนของพระพุทธเจ้าก็ขอให้มีรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าอยู่ประเทศไทย จึงได้มีการสร้างเอาไว้ หรือบางทีอาจเกิดจากธรรมชาติที่เข้าใจว่าเป็นรอยพระบาท

 

ถาม : พระพุทธเจ้าเกิดมาเพื่ออะไร มีพระพุทธเจ้าในโลกนี้กี่พระองค์ / ผู้ถาม : กลุ่มข้าวโพด ม.6/10 ส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน

ตอบ : พระพุทธเจ้าอุบัติมาเพื่อนำพามวลมนุษย์ให้ถึงความพ้นทุกข์ ด้วยการทำให้มนุษย์รู้แจ้ง เห็นธรรม แล้วสามารถปฏิบัติตนให้รอดพ้นจากความทุกข์ได้ ภารกิจของพระพุทธเจ้าคือการเทศนาสั่งสอนให้มนุษย์ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยอาศัยหลักธรรมเป็นแนวทางชีวิต ในคัมภีร์พระไตรปิฎกกล่าวว่า มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาในโลกนี้มาหลายพระองค์ ปรากฏในมหาปทานสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ได้กล่าวถึงประวัติของพระพุทธเจ้าในอดีตจำนวน ๖ พระองค์ รวมพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันอีก ๑ พระองค์ รวมเป็น ๗ พระพุทธเจ้าในอดีต ๖ พระองค์นั้น ได้แก่ ๑. พระวิปัสสี ๒. พระสิขี ๓.พระเวสภู ๔. พระกกุสันธะ ๕. พระโกนาคมนะ ๖. พระกัสสปะ และ ๗. พระพุทธเจ้าโคดม องค์ปัจจุบัน

 

ถาม : ได้ข่าวว่าในอนาคตกาล จะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติในโลกนี้ เป็นจริงหรือไม่ / ผู้ถาม : รมิดา ภูมะภูติ ม. 5/3 เรยีนาเชลีวิทยาลัย เชียงใหม่

ตอบ : เป็นคำพยากรณ์ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาตอนหลัง ว่าในอนาคตเมื่อหมดสมัยกาลของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันแล้ว ซึ่งจะมีอายุกำหนดประมาณ ๕,๐๐๐ ปี จะมีพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่อุบัติขึ้นในโลก คือ "พระศรีอริยเมตตรัย" จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ห้าของภัททกัปป์นี้ (ภัททกัปป์ หมายถึง ช่วงระยะเวลาการอุปบัติของพระพุทธเจ้า)

 

ถาม : พระเวสสันดร เป็นผู้เสียสละทุกอย่าง แต่ก็ถือว่าเป็นพ่อที่ไม่สมบูรณ์ ทำไมถึงทำกับลูกที่ตนต้องรับผิดชอบ / ผู้ถาม : อรทัย แดนธนสารมาก ม.5 เรยีนาเชลีวิทยาลัย เชียงใหม่

ตอบ : การกระทำของพระโพธิสัตว์ หรือผู้ที่มุ่งบรรลุเป็นพระพุทธเจ้านั้น ท่านมองกว้างกว่าปุถุชนคนทั่วไป เพราะพื้นฐานจิตและกรุณาธรรมต่างกัน สิ่งที่พระเวสสันดรทำคือการสละลูกนั้น ถ้ามองจากคนปุถุชนที่ยังยึดมั่นอยู่ในความสุขของตนเองและพรรคพวกก็จะเห็นว่าเป็นการกระทำที่ ไม่ค่อยถูกต้อง แต่พระเวสสันดรไม่ได้มองแคบแค่นั้น พระเวสสันดรมองถึงประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับมวลมนุษยชาติตลอดจนถึงพระราชกุมารของ พระองค์ด้วย ทรงเห็นว่ามนุษย์ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ไม่รู้กี่แสนกี่ล้านชาติ จึงต้องมุ่งมั่นให้ได้บรรลุธรรมเพื่อนำให้สรรพสัตว์พ้นทุกข์ถาวรด้วยการเข้าถึงพระนิพพาน หากพระเวสสันดรมองแค่ความสุขส่วนพระองค์และพระโอรสเท่านั้น ก็ยิ่งถือว่าเป็นการเห็นแก่ตัวของพระโพธิสัตว์ และสิ่งที่พระองค์ได้กระทำก็ได้เกิดผลต่อพระโอรสและพระนางมัทรีในชาติต่อมา ที่ได้บรรลุธรรม และนี้เป็นรางวัลที่ยอดเยี่ยมที่พระองค์มอบให้กับบุตรและภรรยา

 

ถาม : พุทธประวัติมีการดัดแปลง เปลี่ยนแปลงหรือไม่ อยากทราบเหตุผล / ผู้ถาม : .. อโนทัย พรมศรี ม.3 โกวิทธำรง เชียงใหม่

ตอบ : พุทธประวัติ เป็นเรื่องราวที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา คือพระไตรปิฎก และคัมภีร์รุ่นต่อๆ มา ในความเห็นของผู้ตอบ เห็นว่า อาจมีการเสริมแต่งบ้างในบางส่วนเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในเนื้อหา แต่เป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น เพราะหลักฐานสำคัญที่ปรากฏในพระไตรปิฎกที่มีระบบสืบทอดกันมาอย่างรัดกุม ยากที่จะมีใครดัด แปลงอะไรได้ แต่คงมีเสริมบางอย่างที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ โดยคงเนื้อหาเดิมเอาไว้ แต่ถ้าเปรียบกับคัมภีร์ของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน (แถบประเทศ จีน ธิเบต ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เป็นต้น) ก็มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมในบางตอนจริง ส่วนในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทเราถือตามแบบคัมภีร์ดั้ง เดิมทุกอย่าง

 

ถาม : เราจะทราบได้อย่างไรว่ารอยพระพุทธบาทที่พบเป็นขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า (เขาพิสูจน์อย่างไร) / ผู้ถาม : ชนิทร สาธร ม. 6 ลำปางกัลยาณี ลำปาง

ตอบ : พิสูจน์ไม่ได้หรอกว่าเป็นรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า แต่ด้วยความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าอย่างแรงกล้าของคนโบราณ เมื่อเห็นลักษณะเหมือนรอยเท้าก็ลงมติกันว่าเป็นรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า ถึงแม้จะไม่จริง แต่ก็เป็นการดีที่ได้กราบไหว้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า และนับเป็นกุศโลบายของบรรพบุรุษที่เชื่อมโยงเอาสิ่งต่างๆ ที่แปลกธรรมชาติให้นำไปสู่การนับถือบูชาพระรัตนตรัย อันจะทำให้คนมีศรัทธาในพระศาสนา และมีจิตใจละเอียดอ่อนมากขึ้น ดีกว่าการนำไปบนบานสานกล่าวเพื่ออ้อนวอนให้ได้โชคลาภ อันผิดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่การบูชาพระบาทเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าที่น่ายกย่องอีกต่างหาก

 

ถาม :พระพุทธเจ้ามีอิทธิปาฏิหาริย์ดังเช่นในพุทธประวัติที่เล่าขานกันมา จริงหรือไม่ / ผู้ถาม : พัฒนี ฤกษ์สตรี ม.4 สาธิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตอบ : ปาฏิหาริย์ในพุทธประวัติ ได้มีการบันทึกลงในคัมภีร์จริง แต่ก็ไม่ปรากฏมากนัก คงมีแต่ในเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เช่น ตอนโปรดโจรองคุลีมาล เป็นต้น ซึ่งปาฏิหาริย์ดัง กล่าวมานี้ หากไม่จำเป็นจริงๆ พระพุทธองค์จะไม่แสดง นอกจากนั้นยังทรงบัญญัติห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์แสดงปาฏิหาริย์ใด เพราะอาจเป็นที่มาของความลุ่มหลงมัวเมาคลั่งไคล้ของประชาชนได้ พระพุทธองค์ได้ตรัสปาฏิหาริย์เอา ไว้ ๓ ประการ ได้แก่ . อิทธิปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ในการแสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ได้ . อาเทสนาปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ ในการทำนายทายทัก หรือทราบวาระจิตของผู้อื่น และ . อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ได้แก่การสามารถสอนให้ผู้คนเห็นธรรมได้อย่างง่ายดาย ในปาฏิหาริย์ ทั้ง ๓ อย่างนี้ พระพุทธองค์ทรงห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์แสดงปาฏิหาริย์สองข้อแรก แต่ทรงชื่นชมยินดีกับการแสดงปาฏิหาริย์ แบบที่สาม คือการสามารถแสดงธรรมให้ผู้อื่นรู้แจ้งด้วยปัญญาได้ ถือเป็นปาฏิหาริย์ที่ยอดเยี่ยม เพราะเป็นปาฏิหาริย์ที่ทำให้คนพ้นทุกข์ มิใช่เพื่อให้คนงมงาย

 

ถาม : พระพุทธเจ้ามีตัวตนจริงหรือไม่ ทราบได้จากหลักฐานใด / ผู้ถาม : เกศราพร อุงจิตต์ตระกูล ม.5 สาธิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตอบ : สำหรับผู้ที่ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างละเอียดแล้ว ย่อมมีความมั่นใจเต็มร้อยว่า "พระพุทธเจ้ามีตัวตนจริง" เพราะได้มีการบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ของพระพุทธเจ้าไว้อย่างละเอียดในคัมภีร์พระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่มีการสืบทอดกันมาอย่างเป็นระบบและรัดกุม ส่วนหลักฐานทางโบราณคดีก็ปรากฏว่ามีหลักฐานปรากฏอย่างชัดเจน ถึงสถานที่สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า และพระสาวกในดินแดนประเทศอินเดียและเนปาลปัจจุบัน ในด้านของหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ปรากฏมีการจารึกยืนยันสถานที่สำคัญต่างๆ ของพระพุทธเจ้า โดยการจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งได้จารึกไว้ในศิลา (หินอ่อน) มากมายหลายแห่ง เมื่อประมาณ พ.. ๒๓๐ ในแง่ของหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นหลักการสำคัญ ก็ยิ่งทำให้เชื่อได้อย่างสนิทใจในองค์ของพระพุทธเจ้า เนื่องจากบุคคลมีปัญญาสามารถนำเอาคำสอนเป็นสัจธรรมอย่างลึกซึ้งมาสอนได้อย่างละเอียดแจ่มแจ้งได้ และเป็นความจริงตามธรรมชาติ ต้องเกิดจากการตรัสรู้อย่างแน่นอน จากหลักฐานต่างๆ ที่กล่าวมา เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าพระพุทธเจ้ามีตัวตนจริง เพราะนอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว ยากจะหาบุคคลใดที่มีปัญญาแจ่มแจ้งเช่นนั้น

 

ถาม : อยากทราบว่า พระประวัติของพระพุทธเจ้าตอนที่ประสูติมีดอกบัวมารองรับ เป็นจริงอย่างไร / ผู้ถาม : ลลิตตา มาคะสิระ และ กันยารัตน์ โรจนศักดาพันธุ์ ม. 6/8 พะเยาพิทยาคม พะเยา

ตอบ : ในพุทธประวัติได้กล่าวไว้เช่นนั้นจริง ว่าตอนพระกุมารประสูติมีดอกบัวมารองรับพระบาทจำนวน ๗ ดอก นักปราชญ์ทางพุทธศาสนาได้สันนิษฐานว่า การที่มีดอกบัวมารองรับพระบาทนั้น มีนัยยะว่า พระองค์ประสูติมาเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส เพราะดอกบัวเป็นดอกไม้แห่งความบริสุทธิ์ แม้ดอกบัวเกิดจากโคลนตม แต่เมื่อพ้นจากน้ำแล้ว ก็สามารถพ้นจากโคลนตมนั้นได้อย่างสะอาด เปรียบเทียบกับการที่พระพุทธองค์ ทรงเกิดมาจากมนุษย์ แต่ทรงสามารถพัฒนาพระองค์เองจนได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ผู้หมดจดจากกิเลสทั้งปวงได้

 

ถาม : การที่พระพุทธเจ้าประสูติแล้วเดินได้ และตอนอื่นๆ ที่มีดอกบัวมารองรับ หรือตอนเสด็จขึ้นไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเหตุการณ์ที่สมมติขึ้นหรือไม่ / ผู้ถาม : จุฑาพร ไวสติ ม. 6/8 พะเยาพิทยาคม พะเยา

ตอบ : ตอบ เป็นเหตุการณ์ที่ได้ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาจริง มิได้สมมติแต่อย่างใด ในพุทธประวัติได้มีการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ไว้อย่างละเอียด ซึ่งบางประการที่เกี่ยวกับปาฏิหาริย์ ถ้ามองจากคนธรรมดาทั่วไป อาจเห็นว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เพราะปุถุชนไม่อาจเข้าถึงความจริงบางประการได้ แต่การที่ไม่เชื่อนั้น ไม่ถือว่าผิด เพราะพุทธศาสนาไม่ได้บังคับให้เชื่อ แต่ให้เชื่อด้วยปัญญา การเชื่อนั้นจะมีประโยชน์ในฐานะที่จะช่วยสร้างศรัทธาให้มากขึ้น ถ้าหากใช้ศรัทธานั้นนำไปสู่ปัญญาก็ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก

 

ถาม : อะไรเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า พระพุทธเจ้าทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ในการตรัสรู้ หรือว่ามีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร / ผู้ถาม : อาจหาญ วงศ์เรือง ม. 4/10 พะเยาพิทยาคม พะเยา

ตอบ : เรื่องราวต่างๆ ของพระพุทธเจ้า ได้มีการบันทึกไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎก ทั้งที่เป็นเหตุการณ์ก่อนตรัสรู้ และหลังการตรัสรู้ ซึ่งเป็นพระดำรัสของพระพุทธองค์เอง และจากการบันทึกของพระสาวกที่ได้อยู่ร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า นอกจากนั้น ยังมีการบันทึกรายละเอียดเพิ่มเติมบางประการในคัมภีร์รุ่นต่อมา คือคัมภีร์อรรถกถา

 

ถาม : พระพุทธเจ้ามีตัวตนจริงหรือไม่ ถ้ามีในสมัยนั้น มีรูปลักษณะอย่างไร / ผู้ถาม : ณัฏฐินี แก้วมณี ม.6/12 สามัคคีวิทยาคม เชียงราย

ตอบ : พระพุทธเจ้า เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เพราะมีหลักฐานยืนยันทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่บันทึกในคัมภีร์ที่สืบทอดมาตั้งแต่หลังพุทธปรินิพพาน และหลักฐานจากโบราณสถานเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ตลอดจนหลักฐานที่เป็นศิลาจารึกของพระเจ้า อโศกมหาราช ส่วนรูปร่างหน้าตานั้นไม่อาจจะทราบได้ แต่เท่าที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ได้กล่าวว่า พระองค์ทรงมีลักษณะที่งดงาม ผิวดังทอง (ผิวเหลือง) เสียงไพเราะกังวาน เป็นต้น

 

ถาม : ทำไมพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมา แต่ละองค์มีสีต่างกัน บางองค์มีสีดำ สีขาว สีทอง / ผู้ถาม : สุนันยา มาแก้ว ม. 6 สามัคคีวิทยาคม เชียงราย

ตอบ : การสร้างพระพุทธรูปแต่ละองค์ ก็ขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบว่าจะให้ออกมาเป็นอย่างไร ไม่มีเกณฑ์ตายตัว จะใช้สีอะไรก็ได้ นอกจากนั้น รูปร่างหน้าตาของพระพุทธรูปก็ต่างกันตามการออกแบบของแต่ประเทศ เช่นพระพุทธรูปญี่ปุ่น หน้าเหมือนญี่ปุ่น พระพุทธรูปจีนหน้าก็เหมือนจีน พระพุทธรูปไทย หน้าก็เหมือนไทย พม่า ก็เหมือนพม่า เป็นต้น

 

ถาม : เหตุใดเส้นผมของพระพุทธรูปจึงต้องขดเป็นก้นหอย / ผู้ถาม : อมรรัตน์ ผาบไชย ม. 6 สามัคคีวิทยาคม เชียงราย

ตอบ : เส้นผมของพระพุทธรูปที่เป็นขดนั้น มีความหมายในเชิงการเปรียบเทียบว่า ขดหรือขมวดเส้นผมนั้น เป็นเหมือนปัญหา หรือความยุ่งยากที่มนุษย์ประสบในชีวิตประจำวัน แต่เหนือขดเส้นผมนั้น มีพระเมาลีที่แหลมโผล่อยู่เหนือขดเส้นผม มีความหมายว่า เหนือความทุกข์และปัญหาทั้งมวล มีปัญญาอันเฉียบแหลมของพระพุทธองค์แก้ไขได้ พระพุทธองค์จึงสอนให้มนุษย์ใช้ปัญญาแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จึงจะดับทุกข์ได้

 

ถาม : เหตุใดเจ้าชายสิทธัตถะจึงออกบวชในวันที่พระราหุลประสูติ / ผู้ถาม : อรรธางค์ ปัญญางาม ม. 6/2 สามัคคีวิทยาคม เชียงราย

ตอบ : เนื่องจากความรู้สึกสลดใจในความทุกข์ของมนุษย์ และความเบื่อหน่ายชีวิตของพระองค์ ได้สะสมมานาน ประกอบกับในวันนั้น เจ้าชายได้เสด็จออกนอกเมือง ได้เห็นคน แก่ คนเจ็บ คนตาย ที่ชวนให้สลดสังเวชพระทัยยิ่งนัก และได้พบเห็นสมณะผู้หลีกจากสังคมที่วุ่นวายมุ่งหาความสงบ จึงมีพระทัยอยากจะแสวงหาทางดับทุกข์ พระองค์จึงมีพระทัยอยากออกบวชขณะที่อยู่นอกเมือง พอดีในขณะเดียวกัน พระนางพิมพาได้ประสูติพระโอรส พระองค์จึงอุทานคำว่า ราหุล ซึ่งแปลว่า "บ่วง" เพราะเห็นว่า ความห่วงใยในบุตรและภรรยา จะเป็นบ่วงผูกคอมิให้ออกแสวงหาความดับทุกข์ได้ ทหารจึงนำความมาบอกว่า เจ้าชายตั้งชื่อพระกุมารว่า "ราหุล" พระกุมารจึงมีชื่อเช่นนั้น เจ้าชายทรงพิจารณาเห็นว่า ถ้าไม่รีบตัดสินใจออกบวชโดยด่วน พันธะผูกพันอาจจะทำให้พระองค์เปลี่ยนใจภายหลังได้ โอกาสที่จะแสวงหาความดับทุกข์ให้กับมวลมนุษย์นั้นคงจะไม่มี จึงต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเพื่อออกบวชเสียวันนั้น

**************************************



edit @ 4 Jul 2008 15:39:34 by DhammaWorld

ใบไม้ในกำมือ

posted on 03 Jul 2008 19:10 by dhammaworld  in buddha
ใบไม้ในกำมือ
เรียบเรียงจาก "พระอานนท์พุทธอนุชา"
ของอ.วศิน อินทสระ
  
 
 
เป็นหลักธรรมที่นำมาจากบาลีพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฏกผู้อ่านจะได้ทั้งความเพลิดเพลิน ในทั้งเนื้อหาสาระ และได้หลักธรรมที่จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ตรงประเด็นตลอดถึงสามารถเป็นคำตอบ ที่จะแก้ความสงสัยที่เป็นปัญหาตรงกับใจของคนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

สมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ ป่าไม้ประดู่ลาย เขตเมืองโกสัมพี ครั้งนั้น พระพุทธองค์ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์ถือเอาใบประดู่ลาย แล้วทรงตรัสถามพระภิกษุทั้งหลายว่า ใบประดู่ลายในฝ่าพระหัตถ์กับที่อยู่บนต้น อย่างไหนมีมากกว่ากัน พระภิกษุทั้งหลายจึงกราบ    ทูลว่า ใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้นมีมากกว่า

พระพุทธองค์ทรงตรัสอธิบายว่า ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงหยั่งทราบด้วยพระปัญญาอันยิ่งนั้น มีมากกว่าธรรมที่พระองค์ทรงประกาศ เปรียบดังใบประดู่ลายที่อยู่บนต้นนั้น มีมากกว่าในฝ่า พระหัตถ์ แล้วพระพุทธองค์ทรงแสดงเหตุผลว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ทรงแสดงธรรมทั้งหลาย  เหล่านั้น ซึ่งเปรียบดังใบประดู่ลายบนต้นนั่นก็เพราะธรรมเหล่านั้น ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย ความคลายกำหนัด ความดับทุกข์ ความสงบ ระงับ ความรู้ยิ่ง การตรัสรู้ และพระนิพพาน


๑.ศีล สมาธิ ปัญญา

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลเป็นพื้นฐาน เป็นที่รองรับคุณอันยิ่งใหญ่ ประหนึ่งแผ่นดินเป็นที่รองรับและตั้งลงแห่งสิ่งทั้งหลายทั้งที่มีชีพ และหาชีพมิได้ เป็นต้นว่า พฤกษาลดาวัลย์ มหาสิงขร และสัตว์จตุบททวิบาท นานาชนิด บุคคลผู้มีศีลเป็นพื้นใจย่อม  อยู่สบาย มีความปลอดโปร่ง เหมือนเรือนที่มีบุคคลปัดกวาด เช็ดถูเรียบร้อย ปราศจากเรือดและฝุ่นเป็นที่รบกวน

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศีลนี้เองเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ คือ ความสงบใจ สมาธิที่มีศีลเป็นเบื้องต้นเป็นพื้นฐาน เป็นสมาธิที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก บุคคลผู้มีสมาธิย่อมอยู่อย่างสงบ เหมือนเรือนที่มีฝาผนัง มีประตูหน้าต่างปิดเปิดได้เรียบร้อย มีหลังคาสำหรับป้องกันลม แดด และฝน ผู้อยู่ในเรือนเช่นนี้ฝนตกก็ไม่เปียก แดดออกก็ ไม่ร้อนฉันใด บุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิดีก็ฉันนั้น ย่อมสงบอยู่ได้ไม่กระวนกระวาย
เมื่อลม แดด และฝน กล่าวคือ โลกธรรม แผดเผากระพือพัดซัดสาดเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า สมาธิอย่างนี้ย่อมก่อให้เกิดปัญญาในการฟาดฟันย่ำยีและเชือดเฉือนกิเลสอาสวะต่าง ๆ ให้เบาบางและหมดสิ้นไป เหมือนบุคคลผู้มีกำลังจับศาสตราอันคมกริบแล้วถางป่าให้โล่งเตียนก็ปานกัน

"ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ปัญญาซึ่งมีสมาธิเป็นรากฐานนั้นย่อมปรากฏดุจไฟดวงใหญ่กำจัดความมืดให้ปลาสนาการ มีแสงสว่างรุ่งเรืองอำไพ ขับฝุ่นละออง คือกิเลสให้ปลิวหาย ปัญญาจึงเป็นประดุจประทีปแห่งดวงใจ"
"อันว่าจิตนี้เป็นธรรมชาติที่ผ่องใสอยู่โดยปกติ แต่เศร้าหมองไปเพราะคลุกเคล้าด้วยกิเลส นานาชนิด ศีล สมาธิ และปัญญา เป็นเครื่องฟอกจิตใจให้ขาวสะอาดดังเดิม จิตที่ฟอกแล้ว   ด้วยศีล สมาธิ และปัญญา ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง"

"ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ย่อมพบกับปีติปราโมทย์อันใหญ      ่หลวง รู้สึกตนว่าได้พบขุมทรัพย์มหึมา หาอะไรเปรียบมิได้ เอิบอาบซาบซ่านด้วยธรรม ตนของตนเองนั่นแลเป็นผู้รู้ว่า บัดนี้ กิเลสานุสัยต่าง ๆ ได้สิ้นไปแล้ว ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว เหมือนบุคคลผู้ตัดแขนขาด ย่อมรู้ด้วยตนเองว่า บัดนี้แขนของตนได้ขาดแล้ว"


--------------


๒.มรรคอริยสัจ


"ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์แปด ประเสริฐสุด บรรดาบททั้งหลาย บทสี่คืออริยสัจ ประเสริฐที่สุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคะ คือ การปราศจากความกำหนัดยินดีประเสริฐที่สุด บรรดาสัตว์สองเท้า พระตถาคตเจ้า ผู้มีจักษุประเสริฐที่สุด

มรรคมีองค์แปด นี่แลเป็นไปเพื่อทรรศนะอันบริสุทธิ์ หาใช่ทางอื่นไม่ เธอทั้งหลายจงเดินไปตามทางมรรคมีองค์แปด นี้ อันเป็นทางที่ทำมารให้หลงติดตามมิได้ เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติ เพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไป ความเพียรพยายามเธอทั้งหลายต้องทำเอง ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่านั้น เมื่อปฏิบัติตนดังนี้ พวกเธอจักพ้นจากมารและ    บ่วงแห่งมาร"


--------------


๓.ความทุกข์และเหตุแห่งทุกข์

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์ทั้งมวลมีมูลรากมาจากตัณหา อุปาทาน ความทะยานอยาก      ดิ้นรน และความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา รวมถึงความเพลินใจในอารมณ์ต่าง ๆ

สิ่งที่เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือไว้โดยความเป็นตน เป็นของตนที่ไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้นั้นเป็นไม่มี หาไม่ได้ในโลกนี้ เมื่อใดบุคคลมาเห็นสักแต่ว่าได้เห็น ฟังสักแต่ว่าได้ฟัง รู้สักแต่ว่าได้รู้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เพียงสักว่า ๆ ไม่หลงใหลพัวพันมัวเมา เมื่อนั้นจิตก็จะว่างจากความยึดถือต่าง ๆ ปลอดโปร่งแจ่มใสเบิกบานอยู่"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอจงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า มีสติอยู่ทุกเมื่อ ถอน อัตตานุทิฏฐิ คือ ความยึดมั่นถือมั่นเรื่องตัวตนเสีย ด้วยประการฉะนี้ เธอจะเบาสบายคลายทุกข์คลายกังวล ไม่มีความสุขใดยิ่งไปกว่าการปล่อยวางและการสำรวมตนอยู่ในธรรม"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์เป็นความจริงประการหนึ่งที่ชีวิตทุกชีวิตจะต้องประสบ    ไม่มากก็น้อย ความทุกข์ที่กล่าวนี้มีอะไรบ้าง ภิกษุทั้งหลาย ความเกิดเป็นความทุกข์ ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็เป็นความทุกข์ ความแห้งใจหรือความโศก ความร่ำไรรำพันจนน้ำ  ตานองหน้า ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งของอันเป็นที่รัก ความต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งของอันไม่เป็นที่พอใจ ปรารถนาอะไรมิได้ดังใจหมาย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความทุกข์ ที่บุคคลต้องประสบทั้งสิ้น เมื่อกล่าวโดยสรุป การยึดมั่นในขันธ์ห้าด้วยตัณหาอุปาทานนั่นเอง เป็นความทุกข์อันยิ่งใหญ่"

"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตกล่าวว่าความทุกข์ทั้งมวลย่อมสืบเนื่องมาจากเหตุ ก็อะไรเล่าเป็นเหตุเกิดความทุกข์นั้น เรากล่าวว่าตัณหาเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ ตัณหา คือ ความทะยานอยากดิ้นรน ซึ่งมีลักษณะเป็นสาม คือ ดิ้นรนอยากได้อารมณ์ที่น่าใคร่น่าปรารถนาเรียกว่า กามตัณหา อย่างหนึ่ง ดิ้นรนอยากเป็นนั่นเป็นนี่เรียก ภวตัณหา อย่างหนึ่ง ดิ้นรนอยากผลักสิ่งที่มีอยู่แล้ว เป็นแล้ว เรียก วิภวตัณหาอย่างหนึ่ง นี่แล คือ สาเหตุแห่งความทุกข์ขั้นมูลฐาน

ภิกษุทั้งหลาย การสลัดทิ้งโดยไม่เหลือซึ่งตัณหาประเภทต่าง ๆ ดับตัณหา คลายตัณหาโดยสิ้นเชิงนั่นแล เราเรียกว่า นิโรธ คือ ความดับทุกข์ได้"


--------------


๔.ความสงบ


“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุข      จากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นไว้เพื่อล่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไม่เคยทัน การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่เพื่อต้องการปลาเล็ก ๆ เพียงตัวเดียว มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึก ถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือ ดวงจิตที่ผ่องแผ้ว

เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน
เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา
และเรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้
เมื่อมีเกียรติมากขึ้น ภาระที่จะต้องแบกเกียรติเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งของมนุษย์ผู้หลงตนว่าเจริญแล้ว ในหมู่ชนที่เพ่งมองแต่ความเจริญทางด้านวัตถุนั้น จิตใจของเขาเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลาไม่เคยประสบความสงบเย็นเลย เขายินดีที่จะมอบตัวให้จมอยู่ในคาวของโลกอย่างหลับหูหลับตาเขาพากันบ่นว่าหนักและ เหน็ดเหนื่อย พร้อม ๆ กันนั้นเขาได้แบกก้อนหินวิ่งไปบนถนนแห่งชีวิตอย่างไม่รู้จักวาง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! คนในโลกส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความกลับกลอกและ หลอกลวง หาความจริงไม่ค่อยได้ แม้แต่ในการนับถือศาสนา ด้วยอาการดังกล่าวนี้ โลกจึงเป็นเสมือนระงมอยู่ด้วยพิษไข้อันเรื้อรังอยู่ตลอดเวลา ภายในอาคารมหึมาประดุจปราสาทแห่งกษัตริย์ มีลมพัดเย็นสบาย แต่สถานที่เหล่านั้น มักบรรจุเต็มไปด้วยคนซึ่งมีจิตใจเร่าร้อนเป็นไฟอยู่เป็นอันมาก ภาวะอย่างนั้นจะมีความสุขสู้ผู้มีใจสงบอยู่โคนไม้ได้อย่างไร”


--------------


๕.ความสุขทางใจ


“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! การแสวงหาทางออกอย่างพวกเธอนี้เป็นเรื่องประเสริฐแท้ การแก่งแย่งกันเป็นใหญ่เป็นโตนั้น ในที่สุดทุกคนก็รู้เองว่าเหมือนแย่งกันเข้าไปกอดกองไฟ มีแต่ความเร่าร้อนกระวนกระวาย เสนาบดีดื่มน้ำด้วยภาชนะทองคำ กับคนจน ๆ ดื่มน้ำด้วยภาชนะที่ทำด้วยกะลามะพร้าว เมื่อมีความพอใจย่อมมีความสุขเท่ากัน

นี่เป็นข้อยืนยันว่า ความสุขนั้น...อยู่ที่ความรู้สึกทางใจเป็นสำคัญ อย่างพวกเธออยู่ที่นี่มีแต่ความพอใจแม้กระท่อมจะมุงด้วยใบไม้ ก็รู้สึกมีความสุขกว่าอยู่ในพระราชฐานอันโอ่อ่า แน่นอนทีเดียวคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้นมิใช่คนใหญ่คนโต แต่เป็นคนที่รู้สึกว่าชีวิตของตนมีความสุข สงบเยือกเย็น ปราศจากความเร่าร้อนกระวนกระวาย”


--------------


๖.ลาภและยศ

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! ลาภและยศนั้นเป็นเหยื่อของโลกที่น้อยคนนักจะสละและวางได้ หรือได้แล้วไม่เมา จึงมีเรื่องแย่งลาภแย่งยศกันอยู่เสมอเหมือนปลาที่แย่งเหยื่อกันกิน แต่หารู้ไม่ว่าเหยื่อนั้นมีเบ็ดเกี่ยวอยู่ด้วย หรือเหมือนไก่ที่แย่งไส้เดือนกัน จิกตีกัน ทำลายกันจนพินาศกันไปทั้งสองฝ่าย น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก

ถ้ามนุษย์ในโลกนี้ลดความโลภลง มีการเผื่อแผ่เจือจานโอบอ้อมอารี ถ้าเขาลดโทสะลง มีความเห็นอกเห็นใจกัน มีเมตตากรุณาต่อกัน และลดโมหะลง ไม่หลงงมงาย ใช้เหตุผลในการตัดสินปัญหาและดำเนินชีวิต โลกนี้จะน่าอยู่อีกมาก แต่ช่างเขาเถิด    หน้าที่โดยตรง และเร่งด่วนของเธอ คือ ลดความโลภ ความโกรธ และ ความหลงของเธอเองให้น้อยลง แล้วจะประสบความสุขเยือกเย็นมากขึ้น เหมือนคนลดไข้ได้มากเท่าใด ความสบายกายก็มีมากขึ้นเท่านั้น”


--------------


๗.ทาส

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ทำไมมนุษย์จึงยอมตัวอยู่ภายใต้การจองจำของสังคม ซึ่งมีแต่ความหลอกหลอน สับปรับและแปรผัน ทำไมมนุษย์จึงยอมตัวเป็นทาสของสังคมจนแทบจะกระดิกกระเดี้ยตัวมิได้ จะทำอะไร     จะคิดอะไร ก็ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของสังคมไปเสียหมด สังคมจึงกลายเป็นเครื่องจองจำชนิดหนึ่งที่มนุษย์ซึ่งสำคัญตัวว่าเจริญแล้วช่วยกันสร้างขึ้น เพื่อผูกมัดตัวเองให้อึดอัดรำคาญ มนุษย์ยิ่งเจริญขึ้นก็ดูเหมือนจะมีเสรีภาพน้อยลงทั้งทางกายและทางใจ

ดู ๆ แล้วความสะดวกสบายและเสรีภาพของมนุษย์จะสู้สัตว์เดรัจฉานบางประเภทไม่ได้ที่มันมี เสรีภาพที่จะทำอะไรตามใจชอบอยู่เสมอ ดูอย่างเช่นฝูงวิหคนกกา มนุษย์เราเจริญกว่าสัตว์ตามที่มนุษย์เราเองชอบพูดกัน แต่ดูเหมือนพวกเราจะมีความสุขน้อยกว่าสัตว์ ภาระใหญ่ที่ต้องแบกไว้คือ เรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรตินั้น เป็นภาระหนักยิ่งของมนุษยชาติ

สัตว์เดรัจฉานตัดไปได้อย่างหนึ่ง คือ เรื่องเกียรติ คงเหลือแต่เรื่องกามและเรื่องกิน นักพรตอย่างพวกเธอนี้ตัดไปได้อีกอย่างหนึ่ง คือ เรื่องกาม คงเหลือแต่เรื่องกินอย่างเดียว ปลดภาระไปได้อีกมาก แต่การกินอย่างนักพรต กับการกินอย่างผู้บริโภคกามก็ดูเหมือนจะมีข้อแตกต่างกันอยู่ ผู้บริโภคกาม และยังหนาแน่นอยู่ด้วยความรู้สึกทางโลกียวิสัย เมื่อกิน บางทีก็กินเพื่อยั่วยุกามให้กำเริบ จะต้องกินอย่างมีเกียรติ กินให้สมเกียรติ มิใช่กินเพียงเพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้อย่างสมณะ ความจริงร่างกายคนเรามิได้ต้องการอาหารอะไรมากนัก เมื่อหิว ร่างกายก็ต้องการอาหารเพียงเพื่อบำบัดความหิวเท่านั้น แต่เมื่อมีเกียรติเข้ามาบวกด้วย จึงกลายเป็นเรื่องกินอย่างมีเกียรติยศ และแล้วก็มีภาระตามมาอย่างหนักหน่วง คนจำนวนมากเบื่อเรื่องนี้ แต่จำต้องทำเหมือนโคหรือควาย ซึ่งเหนื่อยหน่ายต่อแอกและไถ แต่จำใจต้องลากมันไป...ลากมันไป อนิจจา!”


--------------


๘.เครื่องจองจำ


“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! การครองเรือนเป็นเรื่องยาก เรือนที่ครองไม่ดีย่อมก่อทุกข์ให้มากหลาย การอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง”

“ภิกษุทั้งหลาย! เครื่องจองจำที่ทำด้วยเชือกเหล็กหรือโซ่ตรวนใด ๆ เราไม่กล่าวว่าเป็นเครื่องจองจำที่แข็งแรงทนทานเลย แต่เครื่องจองจำ คือ บุตร ภรรยา ทรัพย์สมบัตินี่แล ตรึงรัดมัดผูกสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่ในภพอันไม่มีที่สิ้นสุด เครื่องผูกที่     ผูกหย่อน ๆ แต่แก้ได้ยาก คือ บุตร ภรรยา และทรัพย์สมบัตินี่เอง รูป เสียง กลิ่นรส และโผฏฐัพพะนั้นเป็นเหยื่อของโลก เมื่อบุคคลยังติดอยู่ในรูปเป็นต้นนั้น เขาจะพ้นจาก โลกมิได้เลย ไม่มีรูปใดที่รัดตรึงใจของบุรุษได้มากเท่ารูปแห่งสตรี”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ผู้ยังตัดอาลัยในสตรีไม่ได้ ย่อมจะต้องเวียนเกิด เวียนตายอยู่ร่ำไป แม้สตรีก็เช่นเดียวกัน ถ้ายังตัดอาลัยในบุรุษไม่ได้ ย่อมประสบทุกข์บ่อย ๆ กิเลสนั้นมีอำนาจควบคุมอยู่โดยทั่ว ไม่เลือกว่าในวัยใด และเพศใด”


--------------


๙.อำนาจ


“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! มนุษย์ผู้หลงใหลอยู่ในโลกียารมณ์ผู้เพลินอยู่ในความบันเทิงสุขอันสืบเนื่องมาจากความ มึนเมาในทรัพย์สมบัติชาติตระกูล ความหรูหราฟุ่มเฟือย ยศศักดิ์และเกียรติ อันจอมปลอม  ในสังคม ที่อยู่อาศัยอันสวยงาม อาหารและเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ต้องใจ อำนาจและความทะนงตน ทั้งหมดนี้ทำให้บุคคลมีนัยน์ตาฝ้าฟาง มองไม่เห็นความงามแห่งพระสัทธรรม ความเมาในอำนาจเป็นแรงผลักดันที่มีพลังมากพอ ทำให้คนทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้มีอำนาจยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น พร้อม ๆ กันนั้นมันทำให้เขาลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่แยแสต่อเสียงเรียกร้องของศีลธรรม หรือ        มโนธรรมใด ๆ มันค่อย ๆ ระบายจิตใจของเขาให้ดำมืดไปทีละน้อย ๆ จนเป็นสีหมึก ไม่อาจมองเห็นอะไร ๆ ได้อีกเลย หัวใจที่เร่าร้อนอยู่แล้วของเขา ถูกเร่งเร้าให้เร่าร้อนมากขึ้นด้วยความทะยานอยากอันไม่มีขอบเขต ไม่ทราบว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน
วัตถุอันวิจิตรตระการตานั้นช่วยเป็นเชื้อให้ความทะยานอยากโหมแรง กลายเป็นว่ายิ่งมีมาก ยิ่งอยากใหญ่ แม้จะมีเสียงเตือน และเรียกร้องอยู่ตลอดเวลาว่าศีลธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนสังคมและคุ้มครองโลก แต่บุคคลผู้รับรู้และพยายามประคับประคองศีลธรรมมีน้อยเกินไป สังคมมนุษย์จึงวุ่นวายและกรอบเกรียมกันจนน่าวิตก”


--------------


๑๐.การเกิด


“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ผู้ตื่นอยู่มิได้หลับเลยย่อมรู้สึกว่าราตรีหนึ่งยาวนาน ผู้ที่เดินทางจนเมื่อย  ล้าแล้ว ย่อมรู้สึกว่าโยชน์หนึ่งเป็นหนทางที่ยืดยาว แต่สังสารวัฏฏ์ คือ การเวียนเกิดเวียนตายของสัตว์ผู้ไม่รู้พระสัทธรรมยังยาวนานกว่านั้น”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! สังสารวัฎฎ์นี้หาเบื้องต้นเบื้องปลายได้โดยยาก สัตว์ที่พอใจในการเกิด ย่อมเกิดบ่อย ๆ”....

การเกิดใด ๆ นั้น ตถาคตกล่าวว่าเป็นความทุกข์ เพราะสิ่งที่ติดตามความเกิดมาก็คือความชรา ความเจ็บปวดทรมาน และความตาย ความต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความต้องประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กายทุกข์ใจ และความคับ   แค้นใจ อุปมาเหมือนเห็ดซึ่งโผล่ขึ้นจากดิน และนำดินติดขึ้นมาด้วย หรืออุปมาเหมือนโคซึ่งเทียมเกวียนแล้วจะเดินไปไหนก็มีเกวียนติดตามไปทุกหนทุกแห่ง สัตว์โลกเมื่อเกิดมาก็นำทุกข์ประจำสังขารติดมาด้วยตราบที่เขายังไม่สลัดความพอใจใน สังขารออก ความทุกข์ก็ย่อมติดตามไปเสมอ เหมือนโคที่ยังมีแอกเกวียนครอบคออยู่ ล้อเกวียนย่อมติดตามไปทุกฝีก้าว”


--------------


๑๑.กองเพลิง


“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! เมื่อรากยังมั่นคง แม้ต้นไม้จะถูกตัดแล้ว มันก็สามารถขึ้นได้อีก ฉันเดียวกัน เมื่อบุคคลยังไม่ถอนตัณหานุสัยขึ้นเสียจากดวงจิต ความทุกข์ก็เกิดขึ้นอีกแน่ ๆ

ภิกษุทั้งหลาย! น้ำตาของสัตว์ที่ต้องร้องไห้เพราะความทุกข์โทมนัสทับถมในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏ์      สงสารนี้ มีจำนวนมากเหลือคณาสุดที่จะกล่าวได้ว่ามีประมาณเท่านั้นเท่านี้ กระดูกที่เขาทอดทิ้งลงทับถมปฐพีเล่า ถ้านำมากองรวมกันไม่ให้กระจัดกระจายคงจะสูง     เท่าภูเขา บนพื้นแผ่นดินนี้ไม่มีช่องว่างเลย แม้แต่นิดเดียวที่สัตว์ไม่เคยตาย ปฐพีนี้เกลื่อนกล่นด้วยสัตว์ที่ตายแล้วตายเล่า เป็นที่น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก ทุกย่างก้าวของมนุษย์และสัตว์ เหยียบย่ำลงบนกองกระดูก นอนอยู่บนกองกระดูก สนุกสนานเพลิดเพลินอยู่บนกองกระดูกทั้งสิ้น”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ไม่ว่าภพไหน ๆ ล้วนแต่มีลักษณะเหมือนกองเพลิงทั้งสิ้น สัตว์ทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในกองเพลิง คือ ทุกข์เหมือนเต่าอันเขาโยนลงไปแล้วในกองไฟ   ใหญ่ฉะนั้น”


--------------


๑๒.ทางสายกลาง


“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ทางสองสาย คือ กามสุขัลลิกานุโยค การหมกมุ่นอยู่ในกามสุขสายหนึ่งและอัตตกิลมถานุโยค การทรมานกายให้ลำบากเปล่า     สายหนึ่ง อันผู้หวังความเจริญในธรรมพึงละเว้นเสีย ควรเดินตามทางสายกลาง คือ เดินตามอริยมรรคมีองค์แปด คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดชอบ การทำชอบ การประกอบอาชีพในทางสุจริต ความพยายามในทางที่ชอบ การตั้งสติชอบ และการทำ สมาธิชอบ”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! อริยมรรค ประกอบด้วย องค์แปดเป็นทางอันประเสริฐ สามารถทำให้บุคคลที่เดินไปตามทางนี้ถึงซึ่งความสุข สงบ เย็นเต็มที่ เป็นทางเดินไป        สู่อมตะ”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ถ้าภิกษุหรือใคร ๆ ก็ตามพึงอยู่โดยชอบ ปฏิบัติดำเนินตามมรรคอันประเสริฐประกอบด้วยองค์แปดนี้อยู่ โลกก็จะไม่พึงว่างจาก    พระอรหันต์”


--------------


๑๓.กิเลส


“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ปัญหาที่เผชิญอยู่เบื้องหน้าของทุก ๆ คน คือ ปัญหาเรื่องทุกข์และความดับทุกข์ มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายถูกความทุกข์เสียบอยู่ทั้งทางกายและทางใจ อุปมาเหมือนผู้ถูกยิงด้วยลูกศรซึ่งกำซาบด้วยยาพิษแล้ว ญาติมิตรเห็นเข้าเกิดความกรุณา จึงพยายามช่วยถอนลูกศรนั้น แต่บุรุษผู้โง่เขลาบอกว่าต้องไปสืบให้ได้เสียก่อนว่าใคร      เป็นคนยิง และยิงมาจากทิศไหน ลูกศรทำด้วยไม้อะไรแล้วจึงค่อยมาถอนลูกศรออก

ภิกษุทั้งหลาย! บุรุษผู้นั้นจะต้องตายเสียก่อนเป็นแน่แท้ ความจริงเมื่อถูกยิงแล้วหน้าที่ของเขาก็คือควรพยายามถอนลูกศรออกเสียทันที ชำระแผลให้สะอาดแล้วใส่ยาและรักษาแผลให้หายสนิท หรืออีกอุปมาหนึ่งเหมือนบุคคลที่ไฟไหม้อยู่บนศีรษะ ควรรีบดับเสียโดยพลัน ไม่ควรเที่ยววิ่งหาคนผู้เอาไฟมาเผาศีรษะตน ทั้ง ๆ ที่ไฟลุกไหม้อยู่”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! สังสารวัฏฏ์นี้เต็มไปด้วยเพลิงทุกข์นานาประการโหมให้ร้อนอยู่โดยทั่วสัตว์ทั้งหลายยังวิ่ง  อยู่ในกองทุกข์แห่งสังสารวัฏฏ์ ใครเล่าจะเป็นผู้ดับ ถ้าทุกคนไม่ช่วยกันดับทุกข์แห่งตน
อุปมาเหมือนบุรุษสตรี ผู้รวมกันอยู่ในบริเวณกว้างแห่งหนึ่ง และต่างคนต่างถือดุ้นไฟใหญ่อันไฟลุกโพลงอยู่ทั่วแล้ว ต่างคนต่างก็วิ่งวนกันอยู่ในบริเวณนั้น และร้องกันว่า ร้อน ร้อน

ภิกษุทั้งหลาย! ครานั้นมีบุรุษผู้หนึ่งเป็นผู้ฉลาดร้องบอกให้ทุก ๆ คนทิ้งดุ้นไฟในมือของตนเสีย ผู้ที่ยอมเชื่อทิ้งดุ้นไฟก็ได้ประสบความเย็น ส่วนผู้ไม่เชื่อก็ยังคงวิ่งถือดุ้นไฟพร้อมด้วยร้อง   ตะโกนว่า ร้อน ร้อน อยู่นั่นเอง

ภิกษุทั้งหลาย! เราตถาคตได้ทิ้งดุ้นไฟแล้ว และร้องบอกให้เธอทั้งหลายทิ้งเสียด้วย ดุ้นไฟที่กล่าวถึงนี้ คือ กิเลสทั้งมวลอันเป็นสิ่งเผาลนสัตว์ให้เร่าร้อนกระวนกระวาย”

“อารมณ์อันวิจิตร สิ่งสวยงามในโลกนี้มิใช่กาม แต่ความกำหนัดที่เกิดขึ้นเพราะการดำริต่างหากเล่าเป็นกามของคน เมื่อกระชากความพอใจออกเสียได้แล้ว สิ่งที่วิจิตรสวยงามก็อยู่อย่างเก้อ ๆ ทำพิษอะไรมิได้อีกต่อไป”


--------------


๑๔.กามคุณ


“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! อายตนะภายในหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ อายตนะภายนอก           หก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธัมมารมณ์ เป็นของร้อน ร้อนเพราะไฟ คือ        ราคะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง

ภิกษุทั้งหลาย! เราตถาคตไม่พิจารณาเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะใด ๆ ที่จะครอบงำรัดตรึงใจของบุรุษได้มากเท่ารูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะแห่งสตรี
ภิกษุทั้งหลาย! เราไม่พิจารณาเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ใด ๆ ที่จะสามารถครอบงำรัดตรึงใจของสตรีได้มากเท่ารูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะแห่งบุรุษ”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! กามคุณนี้เรากล่าวว่าเป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร เป็นกำลังพลแห่งมาร ภิกษุผู้ปรารถนาจะประหารมาร พึงสลัดเหยื่อแห่งมาร ขยี้พวง  ดอกไม้แห่งมาร และทำลายกำลังพลแห่งมารเสีย

ภิกษุทั้งหลาย! เราเคยเยาะเย้ยกามคุณ ณ โพธิมณฑลในวันที่เราตรัสรู้นั้นเองว่า ดูก่อนกาม! เราได้เห็นต้นเค้าของเจ้าแล้ว เจ้าเกิดจากความดำริคำนึงถึงนั้นเอง เราจักไม่ดำริถึงเจ้าอีก ด้วยประการฉะนี้ กามเอย! เจ้าจะเกิดขึ้นอีกไม่ได้”


--------------


๑๕.ผู้ชนะตนนั้นหาได้ยาก


“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! จิตนี้เป็นสิ่งที่ดิ้นรนกวัดแกว่งรักษายาก ห้ามได้ยาก ผู้มีปัญญาจึงพยายามทำจิตนี้ให้หายดิ้นรนให้เป็นจิตตรงเหมือนช่างศรดัดลูกศรให้ตรงฉะนั้น

ภิกษุทั้งหลาย! จิตนี้คอยแต่จะกลิ้งเกลือกลงไปคลุกเคล้ากับกามคุณ เหมือนปลาซึ่งเกิดในน้ำถูกนายพรานเบ็ดยกขึ้นจากน้ำแล้ว คอยแต่จะดิ้นรนไปในน้ำอยู่เสมอ ผู้มีปัญญาจึงพยายามยกจิตขึ้นจากการอาลัยในกามคุณให้ละบ่วงมารเสีย”

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย! ธรรมชาติของจิตเป็นสิ่งที่ดิ้นรนกลับกลอกง่าย บางคราวปรากฏ เหมือนช้างตกมัน
”ภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอจงเอาสติเป็นขอสำหรับเหนี่ยวรั้งช้าง คือ จิตที่ดิ้นรนนี้ให้อยู่ในอำนาจบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุด และควรแก่การสรรเสริญนั้น คือ ผู้ที่สามารถเอาตนของตนเองไว้ในอำนาจได้ สามารถชนะตนเองได้ ผู้ชนะตนเองได้ชื่อว่า เป็นยอดนักรบในสงคราม เธอทั้งหลายจงเป