ความรักที่ไม่เป็นทุกข์

posted on 23 Feb 2009 15:28 by dhammaworld  in buddha


ความรักที่ไม่เป็นทุกข์

 

ผู้คนทั้งหลายเกือบจะทั้งหมดในโลกนี้ ล้วนอยากมีหรือแสวงหาความรักด้วยกันทั้งนั้น เพราะเขาเหล่านั้นคิดว่าความรักจะนำมาซึ่งความสุข แต่จะมีสักกี่คนที่มีความสุขจากความรักได้อย่างแท้จริง โดยไม่มีความทุกข์มาเจือปนด้วยเลย ทั้งในขณะเริ่มต้น ท่ามกลาง และที่สุด (ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการจากเป็นคือทั้งสองฝ่ายล้วนยังมีชีวิตอยู่ หรือจากตายคือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายต้องตายจากกันไป)

ความรักนั้นมีหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบก็ทำให้มีความสุข ความทุกข์ที่แตกต่างกันออกไป ความรักที่ทำให้เป็นทุกข์คือความรักที่ประกอบไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ยึดมั่นว่าเป็นของๆ เรา เป็นคนรักของเรา เขาจะต้องมีเราคนเดียวตลอดไป อย่าได้ไปชายตามองคนอื่นเลย เขาจะต้องรักเราและอยู่กับเราตลอดไป จะต้องเป็นไปตามที่ใจเราปรารถนา ฯลฯ

ถ้าไม่อยากเป็นทุกข์ก็ต้องรักโดยไม่มีความยึดมั่นถือมั่น มีแต่ความเมตตา ปรารถนาดีต่อเขาด้วยใจจริง แต่ไม่ยึดมั่นว่าเขาจะต้องเป็นอย่างที่เราปรารถนา หรือคาดหวังจะให้เป็น ต้องรักในส่วนที่ดีของเขา ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับหรือทำใจในส่วนที่ไม่ดีของเขาด้วย อย่าคาดหวังว่าจะได้พบกับคนที่สมบูรณ์ เพียบพร้อมไปทุกกระเบียดนิ้ว

และต้องยอมรับความจริงว่าสิ่งต่างๆ ล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย แม้ร่างกายและจิตใจของเราเองยังเอาแน่อะไรไม่ได้เลย แล้วจะไปหวังอะไรกับคนอื่นเล่า วันนี้ ตอนนี้ดี ใครจะรับรองได้ว่าอีก 1 นาทีข้างหน้าจะยังดีอยู่เหมือนเดิม การไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่อยู่ในอำนาจ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ก็มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่หวังได้

ถ้ายอมรับความจริงเหล่านี้ และทำใจได้อย่างแท้จริง สามารถรักได้โดยปราศจากความยึดมั่นถือมั่น มีจิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาที่บริสุทธิ์ รักเพื่อจะให้โดยไม่หวังอะไรตอบแทน ไม่ใช่รักเพื่อจะรับ รักเพื่อจะให้คนที่เรารักมีความสุข ก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์ใจเพราะความรักนั้น (ความรู้สึกเช่นนี้มักจะไม่เรียกกันว่าความรัก แต่จะเรียกว่าความเมตตา เพราะโดยทั่วไปแล้วความรักมักจะประกอบไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส* ย่อมเกิดแต่ของที่รัก เป็นมาแต่ของที่รัก") แต่ถ้าทำใจเช่นนั้นไม่ได้ การอยู่คนเดียวก็น่าจะมีความสุขมากกว่า ดังคำที่ว่า:

[๒๙๖] ..... ความเยื่อใยย่อมมีแก่บุคคลผู้เกี่ยวข้องกัน
ทุกข์นี้ย่อมเกิดขึ้นตามความเยื่อใย
บุคคลเล็งเห็นโทษอันเกิดแต่ความเยื่อใย
พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉะนั้น .....

(ขัคควิสาณสูตรที่ ๓ พระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ - ธรรมบท - อุทาน)


โสกะ - ความโศก
ปริเทวะ - ความร่ำไรรำพัน, ความคร่ำครวญ, ความรำพันด้วยเสียใจ, ความบ่นเพ้อ
โทมนัส - ความเสียใจ, ความเป็นทุกข์ใจ
อุปายาส - ความคับแค้นใจ, ความสิ้นหวัง

 

บทความจาก : www.geocities.com/tmchote


ความน่ากลัวของสังสารวัฏ

posted on 27 Dec 2008 00:48 by dhammaworld  in buddha

      ความน่ากลัวของสังสารวัฏ

 

 Image

 

          บางครั้งในหมู่คนที่มีความสุขสบายในชีวิต เกิดความขี้เกียจเจริญสติ บางครั้งในหมู่คนที่

มีความสุขสบายในชีวิต พรั่งพร้อมด้วย ทรัพย์สินเงินทอง รูปร่างหน้าตา และสติปัญญา ครั้งแรกๆ

ก็สนใจ ใคร่รู้ในการปฏิบัติธรรม แต่เมื่อปฏิบัติไปสักระยะหนึ่ง สมใจอยากแล้ว บางครั้งก็ละเลย

เบื่อและเกียจคร้าน ในการปฏิบัติ ขอให้ท่านฉุกคิดขึ้นมาว่า โลกมีสิ่งที่ไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ มาก

มาย เรามีสิ่งที่เราเกลียด เช่น แมลงสาบ หนูสกปรก หมาขี้เรื้อน .... "ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้เลย

ว่า เราไม่ต้องไปเกิดเป็นสิ่งเหล่านั้น" เว้นเรื่องชาตินี้ ชาติหน้าไปเสีย บางครั้งเราพบเห็น คนที่

ประสบอุบัติเหตุ หน้าตาเละ เสียโฉม ตาบอด พิกลพิการ หรือบางคนยากจนค่นแค้น พ่อแม่หรือ

ลูกเมียสร้างหนี้สินภาระไว้ให้มากมายมหาศาล บางคนพลั้งพลาด ถูกหลอกลวง เจ็บแค้นเจ็บปวด

ทรมานแสนสาหัส ......"ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้เลยว่า เราไม่ต้องประสบพบเจอกับเหตุการณ์

เหล่านั้น" เว้นเรื่อง ไกลตัวที่ยังไม่มีไม่เกิด มาดูสิ่งที่มีอยู่ เป็นอยู่เช่น ...บ้านอันแสนอบอุ่น ...

ครอบครัวที่เรามีอยู่ ...เครื่องใช้อำนวยความสะดวกสบายและบันเทิงทั้งหลายทั้งปวง ...คอมพ์

ตัวโปรดที่ใช้เล่นเน็ต หรือแม้แต่ลมหายใจแห่งชีวิตของเรา เมื่อวันใดวันหนึ่งมาถึง สิ่งเหล่านี้ก็

ต้องพลัดพรากจากเราไป หรือเราเองนี่แหละที่ต้องพลัดพรากจากมันไป ......"ไม่มีสิ่งใด

รับประกันได้เลยว่า ความพลัดพรากใดๆ จะไม่เกิดขึ้น" เว้นเรื่องชีวิต มนุษย์ ไปเสีย ด้วยจิตที่มี

กำลังบุญอย่างใหญ่ หรือตั้งมั่นในฌานสมาบัติอันแก่กล้า มีความมั่นใจในอนาคตของตน ที่เห็น

สุขคติและความสุข รออยู่เบื้องหน้า แต่ด้วยพระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่รู้โลกอย่างแจ่ม

แจ้ง ได้ทรงสอนไว้แล้วว่า แม้แต่เทวดา หรือ พรหม ใดๆ ก็มีความเสื่อมและต้องกลับมาเวียน

ว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนี้ ไม่พ้นไปได้ นี่ไม่ใช่การคิดหรือเห็นโลกในแง่ร้าย แต่นี่คือความจริง

ของโลกที่เรามิอาจปฏิเสธ เราอาจจะพยายามหลีกเลี่ยง ไม่คิดถึง ไม่พูดไม่นึก พร้อมทั้งสร้างสิ่ง

ที่จะสามารถรักษาสิ่งที่ดีดี เหล่านี้ไว้ให้มี นานที่สุด แต่ความเป็นจริงที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเราพยายามจะ

หลีกเลี่ยงไม่นึกถึงนั้น ก็ยังคงเป็นความจริงอย่างที่สุด ที่เรามิอาจหลีกเลี่ยง เป็นโชคอันมหาศาล

อย่างที่สุดที่มี มหาบุรุษผู้เจนโลก ผู้หยั่งรู้แล้วซึ่งความเป็นไปทั้งปวง มาช่วยเหลือเรา ให้พ้นจาก

วงจรแห่งความไม่แน่นอน จากความมีความเป็น แล้วเราจะเสียเวลา และประมาทอยู่ทำไม???   

 

 "ในทางโลก เขาแข่งกันมี แต่ทางธรรม เรามุ่งที่ความไม่มี"

 

ที่มา http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?p=60908&sid=edde2034afc581b2632ad1f7c3eb419c


edit @ 27 Dec 2008 00:54:23 by DhammaWorld

ความเข้าใจเพื่อนมนุษย์

posted on 05 Oct 2008 18:31 by dhammaworld  in buddha

 

" จงทำกับเพื่อนมนุษย์โดยคิดว่า "

 

เขาเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา

 

เขาเป็นเพื่อนเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารด้วยกันกะเรา

 

เขาก็ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลสเหมือนเรา ย่อมพลั้งเผลอไปบ้าง

 

เขาก็มีราคะ โทสะ โมหะ ไม่น้อยไปกว่าเรา

 

เขาย่อมพลั้งเผลอบางคราวเหมือนเรา

 

เขาก็ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไมเหมือนเรา ไม่รู้จักนิพพานเหมือนเรา

 

เขาโง่ในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยโง่

 

เขาก็ตามใจตัวเองในบางอย่าง เหมือนที่เราเคยกระทำ

 

เขาก็อยากดี เหมือนเรา ที่อยาก ดี-เด่น-ดัง

 

เขาก็มักจะกอบโกย และเอาเปรียบเมื่อมีโอกาสเหมือนเรา

 

เขามีสิทธิ ที่จะบ้า ดี-เมาดี-หลงดี-จมดี เหมือนเรา

 

เขาเป็นคนธรรมดา ที่ยึดมั่นถือมั่นอะไรต่าง ๆ เหมือนเรา

 

เขาไม่มีหน้าที่ ที่จะเป็นทุกข์ หรือตายแทนเรา

 

เขาเป็นเพื่อนร่วมชาติ ร่วมศาสนากะเรา

 

เขาก็ทำอะไร ด้วยความคิดชั่วแล่น และผลุนผลันเหมือนเรา

 

เขามีหน้าที่รับผิดชอบ ต่อครอบครัวของเขา มิใช่ของเรา

 

เขามีสิทธิ ที่จะมีรสนิยม ตามพอใจของเขา

 

เขามีสิทธิ ที่จะเลือก (แม้ศาสนา) ตามพอใจของเขา

 

เขามีสิทธิ ที่จะใช้สมบัติสาธารณะ เท่ากันกับเรา

 

เขามีสิทธิ ที่จะเป็นโรคประสาท หรือเป็นบ้าเท่ากับเรา

 

เขามีสิทธิ ที่จะขอความช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจจากเรา

 

เขามีสิทธิ ที่จะได้รับอภัยจากเรา ตามควรแก่กรณี

 

เขามีสิทธิ ที่จะเป็นสังคมนิยม หรือเสรีนิยมตามใจเขา

 

เขามีสิทธิ ที่จะเห็นแก่ตัว ก่อนเห็นแก่ผู้อื่น

 

เขามีสิทธิ แห่งมนุษยชน เท่ากันกับเราสำหรับจะอยู่ในโลก

 

ถ้าเราคิดกันอย่างนี้ จะไม่มีการขัดแย้งใด ๆ เกิดขึ้น


edit @ 7 Oct 2008 02:07:27 by DhammaWorld

...วันคืนล่วงไปๆ เรากำลังทำอะไรอยู่...(พระอาจารย์มิตซูโอะ)

ขณะที่เราอยู่อย่างนี้ เวลาไม่เคยรอใคร
เวลาผ่านไปๆ ทุกขณะๆ วันคืนล่วงไปๆ
ความตายเข้ามาใกล้ทุกขณะๆ
จงพิจารณาดูชีวิตของตนว่า
"เรากำลังทำอะไรอยู่
สร้างประโยชน์ให้กับตนเองและต่อผู้อื่นแล้วหรือยัง
สร้างประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ข้างหน้า
ประโยชน์สูงสุดแล้วหรือยัง"

คนเราตั้งแต่เกิดมาจนทุกวันนี้
ดิ้นรนแสวงหาแต่ความสุขกันทุกคน
แต่มีใครบ้างได้พบความสุขที่แท้จริง

หรือพอใจในชีวิตของตนจริงๆ
ชีวิตของเราทุกวันนี้มันแข่งกับเวลา รีบร้อนตลอดเวลา
แม้แต่เวลานอนก็ยังรีบร้อนอยู่
คิดนี่ คิดโน่น คิดไปทั่วทุกสารทิศทั้งใกล้ทั้งไกล
รีบร้อนแสวงหาความสุข
แต่ชีวิตเราสังคมเราดูๆ เหมือนจะสับสนวุ่นวาย
ความเดือดร้อนรุนแรงมากขึ้นๆ ทุกวัน

มนุษย์เราค้นคว้าหาความรู้มากขึ้นๆ

วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์

สังคมศาสตร์ ภูมิศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์

แพทย์ศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ฯลฯ

ศาสตร์เหล่านี้ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามกาล ตามเหตุปัจจัย ทุกปีๆ
คนเราส่วนใหญ่วิ่งตามแต่ตามไม่ทัน
หมดแรง หมดหวัง สับสนวุ่นวาย

ศาสตร์เหล่านี้ไม่เคยช่วยเราให้มีความสุขที่แท้จริงได้

ศาสตร์หนึ่งที่พวกเรามองข้ามไปคือ พุทธศาสตร์ นั่นเอง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระบรมครูของเรา
ตรัสรู้มาเป็นเวลา 2583 ปี ก่อนโน้น
พวกเราจำนวนมากมักจะดูหมิ่นดูถูกมองข้ามไป
เห็นว่าเป็นเรื่องเก่าแก่ล้าสมัย
แต่ความจริงคำสั่งสอนของพระองค์นั้น
เป็นสัจจะความจริงไม่เปลี่ยนตามกาล
ใครประพฤติปฏิบัติถูก และเข้าไปรู้เข้าไปสัมผัสแล้วก็จะเหมือนกัน
รู้แล้วก็ทั้งตื่นและเบิกบานใจมีความสุข
จนแม้กระทั่งความสุขอย่างยิ่ง
ตามที่ท่านกล่าวไว้ว่า.....
"นิพพานัง ปรมัง สุขัง พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง"
 

รู้สึกว่า… ?

posted on 30 Sep 2008 01:29 by dhammaworld  in buddha



















         รู้สึกว่า … ตัวเองเกิดมาโชคร้ายจัง
         รู้สึกว่า … ตัวเองเกิดมาด้อยค่าจัง
         รู้สึกว่า … ตัวเองเกิดมาจนจัง
         รู้สึกว่า … ตัวเองทำไมไม่มีโอกาสดีๆ มีเงินเยอะๆ
         รู้สึกว่า … ตัวเองอิจฉาคนอื่น ที่รวยกว่าจัง


         หากคุณกำลังเกิดความรู้สึกเหล่านี้ หรืออีกหลายๆ ความรู้สึก ที่ประดังเข้ามาเวลาที่คุณรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง เสียใจ หรือหมดกำลังใจ จนคิดว่าโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย …
โปรดหยุดคิดใหม่แล้วหันไปมองรอบๆ ตัว รอบๆ ข้างว่าคุณใช่คนที่สมควรสิ้นหวัง หรือท้อแท้หรือเปล่า คุณใช่คนที่โชคร้ายจริงๆ หรือเปล่า…

         คนเราแม้ชีวิตจะมีลำบาก มีเครียดบ้าง เกิดความวุ่นวายในชีวิตบ้าง แต่ถ้าเราไม่หยุดที่ก้าวเดินต่อสู้กับความจน ความรู้สึกอิจฉา ความรู้สึกขี้เกียจ ต่อสู้กับการแข่งขัน แล้วปล่อยวาง พักผ่อนคลายเครียดบ้าง

         … ถ้าทำได้คุณจะรู้ว่าจริงๆ แล้วโลกนี้ยังมีสิ่งสวยงาม และยุติธรรมกับคุณขอเพียงไม่น้อยใจกับสิ่งที่เรามีและเป็นอยู่ ทุกอย่างก็ไม่ได้เลวร้ายเกินไปเพราะทุกคนก็มีสิ่งที่ต้องเผชิญเ หมือนกันมีความโชคดี
โชคร้ายต่างกัน คนรวยอาจจะไม่มีความสุขเท่าคนจนก็ได้จริงไหม

         อยากให้คุณคิดว่า จงพอใจในสิ่งที่ตนมี และอยากให้คิดว่า … คนเราถึงแม้เลือกเกิดไม่ได้ แต่ทุกคนสามารถเลือกดำเนินชีวิตได้ เลือกพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี และมีความสุขกับสิ่งนั้น  
อย่าไปอิจฉาคนอื่นเพียงเพราะเขาเกิดมาโชคดี เพราะหากคุณมัวแต่อิจฉาคนอื่น คนที่ไม่มีความสุขเลยก็จะเป็นตัวคุณเอง … 

         "ทุกคน มีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน จงบริหารความสุขให้ได้มากที่สุดในแต่ละวัน ถ้าทำได้ชีวิตคุณจะเป็นที่น่าอิจฉาที่สุดก็ว่าได้"

 

 

...ขอบคุณบทความจากทำดีคอมครับ

edit @ 30 Sep 2008 01:37:46 by DhammaWorld