พึงเที่ยวไปผู้เดียว

posted on 11 Oct 2010 12:39 by dhammaworld in buddha
 
พึงเที่ยวไปผู้เดียว

 

 
  • ·  บุคคลวางอาชญาในสัตว์ทั้งปวงแล้ว    ไม่เบียดเบียนบรรดาสัตว์เหล่านั้น
แม้ผู้ใดผู้หนึ่งให้ลำบาก   ไม่พึงปรารถนาบุตรจะพึงปรารถนาสหายแต่ที่ไหน     พึงเที่ยวไป

ผู้เดียวเหมือนนอแรด  ฉะนั้น.

  •    ความเยื่อใยย่อมมีแก่บุคคลผู้เกี่ยวข้องกัน     ทุกข์นี้ย่อมเกิดขึ้นตามความเยื่อใย
บุคคลเล็งเห็นโทษอันเกิดแต่ความเยื่อใย   พึงเที่ยวไปผู้เดียว  เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
  • ·  บุคคลอนุเคราะห์มิตรสหาย    เป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์แล้ว      ชื่อว่าย่อมยังประโยชน์ให้
เสื่อม  บุคคลเห็นภัย    คือ    การยังประโยชน์ให้เสื่อมในการเชยชิดนี้     พึงเที่ยวไปผู้เดียว

เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
                                  
  • ·  บุคคลข้องอยู่แล้ว ด้วยความเยื่อใยในบุตรและภริยาเหมือนไม้ไผ่กอใหญ่เกี่ยว
ก่ายกันฉะนั้น บุคคลไม่ข้องอยู่ เหมือนหน่อไม้  พึงเที่ยวไปผู้เดียว  เหมือนนอแรด ฉะนั้น.
 
  • ·  เนื้อในป่าที่บุคคลไม่ผูกไว้แล้ว  ย่อมไปหากินตามความปรารถนา   ฉันใด    นรชน
ผู้รู้แจ้ง      เพ่งความประพฤติตามความพอใจของตน     พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

ฉะนั้น.
 
  • ·  การปรึกษาในที่อยู่  ที่ยืน   ในการไปในการเที่ยว     ย่อมมีในท่ามกลางแห่งสหาย
บุคคลเพ่งความประพฤติตามความพอใจ    ที่พวกบุรุษชั่วไม่เพ่งเล็งแล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียว

เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  การเล่น     การยินดี     ย่อมมีในท่ามกลางแห่งสหาย     อนึ่ง   ความรักที่ยิ่งใหญ่
ย่อมมีในบุตรทั้งหลาย        บุคคลเมื่อเกลียดชังความพลัดพรากจากสัตว์และสังขารอันเป็น

ที่รัก  พึงเที่ยวไปผู้เดียว    เหมือนนอแรด ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลย่อมเป็นอยู่ตามสบาย       ในทิศทั้งสี่และไม่เดือดร้อน   ยินดีด้วยปัจจัยตามมี
ตามได้  ครอบงำเสียซึ่งอันตราย    ไม่หวาดเสียว พึงเป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด

ฉะนั้น.
 
  • ·  แม้บรรพชิตบางพวกก็สงเคราะห์ได้ยาก  อนึ่ง  คฤหัสถ์ผู้อยู่ครองเรือนสงเคราะห์
ได้ยาก     บุคคลเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยในบุตรของผู้อื่น   พึงเที่ยวไปผู้เดียว   เหมือน

นอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  นักปราชญ์ละเหตุ        อันเป็นเครื่องปรากฏแห่งคฤหัสถ์      ดุจต้นทองหลางมีใบ
ร่วงหล่น      ตัดเครื่องผูกแห่งคฤหัสถ์ได้แล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียว  เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  เราย่อมสรรเสริญสหายผู้ถึงพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้น  พึงคบสหายผู้ประเสริฐ
สุด  ผู้เสมอกัน     กุลบุตรไม่ได้สหายผู้ประเสริฐสุดและผู้เสมอกันเหล่านี้แล้ว    พึงเป็น

ผู้บริโภคโภชนะไม่มีโทษ       เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลแลดูกำไลทองทั้งสองอันงามผุดผ่อง       ที่บุตรแห่งนายช่างทองให้สำเร็จ
ด้วยดีแล้ว    กระทบกันอยู่ในข้อมือ  พึงเที่ยวไปผู้เดียว  เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  การที่เราจะพึงพูดจากับพระกุมารที่สอง    หรือการข้องอยู่ด้วยอำนาจแห่งความ
เยื่อใย  พึงมีได้อย่างนี้     บุคคลเล็งเห็นภัยนี้ในอนาคต พึงเที่ยวไปผู้เดียว   เหมือนนอแรด

ฉะนั้น.
 
  • ·  ก็กามทั้งหลายงามวิจิตร  มีรสอร่อยเป็นที่รื่นรมย์ใจ   ย่อมย่ำยีจิตด้วยรูปแปลกๆ
บุคคลเห็นโทษในกามคุณทั้งหลายแล้ว   พึงเที่ยวไปผู้เดียว  เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลเห็นภัย คือ  จัญไร   ฝี   อุปัทวะโรค   ลูกศร  และความน่ากลัวนี้   ในกามคุณ
ทั้งหลายแล้ว      พึงเที่ยวไปผู้เดียว     เหมือนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลพึงครอบงำอันตรายเหล่านี้แม้ทั้งปวง  คือ  หนาว   ร้อน   หิว   ระหาย   ลม
แดด    เหลือบและสัตว์เลื่อยคลานแล้ว    พึงเที่ยวไปผู้เดียว  เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลพึงเป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด        เปรียบเหมือนช้างใหญ่ที่เกิดใน
ตระกูลปทุม     มีขันธ์เกิดขึ้นแล้ว    ละโขลงอยู่ในป่าตามอภิรมย์  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลพึงใคร่ครวญถ้อยคำของพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ว่า
การที่บุคคลผู้ยินดีแล้วด้วยการคลุกคลีด้วยคณะจะพึงบรรลุวิมุตติอันมีในสมัย   นั้นไม่

เป็นฐานะที่จะมีได้พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด   ฉะนั้น.
 
  • ·  เราล่วงพ้นทิฏฐิอันเป็นข้าศึกได้แล้วถึงความเป็นผู้เที่ยง    ได้มรรคแล้ว  เป็นผู้มี
ญาณเกิดขึ้นแล้ว  อันผู้อื่นไม่พึงแนะนำ พึงเที่ยวไปผู้เดียว  เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลผู้ไม่โลภ   ไม่หลอกลวง   ไม่มีความกระหาย  ไม่ลบหลู่  มีโมหะดุจน้ำฝาด
อันกำจัดเสียแล้ว ไม่มีความอยาก  ครอบงำโลกทั้งปวงได้แล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือน

นอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  กุลบุตรพึงเว้นสหายผู้ลามก    ไม่พึงเสพด้วยตนเอง        ซึ่งสหายผู้ชี้บอกความ
ฉิบหายมิใช่ประโยชน์     ผู้ตั้งอยู่ในกรรมอันไม่เสมอ  ผู้ข้องอยู่   ผู้ประมาท   พึงเที่ยวไป

ผู้เดียว  เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลพึงคบมิตรผู้เป็นพหูสูตทรงธรรม    ผู้ยิ่งด้วยคุณธรรม  มีปฏิภาณ  รู้จัก
ประโยชน์ ทั้งหลาย  กำจัดความสงสัยได้แล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียว  เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลไม่พอใจการเล่น  ความยินดีและกามสุขในโลกแล้ว  ไม่เพ่งเล็งอยู่   เว้น
จากฐานะแห่งการประดับ   มีปกติกล่าวคำสัตย์    พึงเที่ยวไปผู้เดียว     เหมือนนอแรด

ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลละบุตร ภรรยา บิดา  มารดาทรัพย์  ข้าวเปลือก   พวกพ้อง    และกามซึ่ง
ตั้งอยู่ตามส่วนแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บัณฑิตทราบว่าความเกี่ยวข้องในเวลาบริโภคเบญจกามคุณนี้มีสุขน้อย มีความ
ยินดีน้อย  มีทุกข์มาก   ดุจหัวฝี   ดังนี้แล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียว  เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลพึงทำลายสังโยชน์ทั้งหลายเสียเหมือนปลาทำลายข่าย    เหมือนไฟไม่หวน
กลับมาสู่ที่ไหม้แล้ว        พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลผู้มีจักษุทอดลงแล้ว ไม่คะนองเท้า  มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว    มีใจอันรักษา
แล้ว    ผู้อันกิเลสไม่รั่วรดแล้ว        และอันไฟคือกิเลสไม่แผดเผาอยู่      พึงเที่ยวไปผู้เดียว

เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลละเพศแห่งคฤหัสถ์       ดุจต้นทองหลางมีใบร่วงหล่นแล้วนุ่งห่มผ้ากาสายะ
ออกบวชเป็นบรรพชิต        พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  ภิกษุไม่กระทำความยินดีในรสทั้งหลาย   ไม่โลเล  ไม่เลี้ยงคนอื่น   มีปกติเที่ยว
บิณฑบาตตามลำดับตรอก   ผู้มีจิตไม่ผูกพันในตระกูล  พึงเที่ยวไปผู้เดียว  เหมือนนอแรด

ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลละธรรมเป็นเครื่องกั้นจิต  ๕ อย่าง    บรรเทาอุปกิเลสทั้งปวงแล้ว     ผู้อัน
ทิฏฐิไม่อาศัย  ตัดโทษคือความเยื่อใยได้แล้วพึงเที่ยวไปผู้เดียว  เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลละสุข     ทุกข์      โสมนัสและโทมนัสในกาลก่อนได้  ได้อุเบกขาและสมถะ
อันบริสุทธิ์แล้ว   พึงเที่ยวไปผู้เดียว   เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลปรารภความเพียรเพื่อบรรลุปรมัตถประโยชน์   มีจิตไม่หดหู่   มีความ
ประพฤติไม่เกียจคร้านมีความบากบั่นมั่นคงถึงพร้อมแล้ว ด้วยกำลังกาย   และกำลังญาณ

พึงเที่ยวไปผู้เดียว  เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลไม่ละการหลีกเร้นและฌาน มีปกติประพฤติธรรม      อันสมควรเป็นนิตย์ใน
ธรรมทั้งหลาย          พิจารณาเห็นโทษในภพทั้งหลาย   พึงเที่ยวไปผู้เดียว   เหมือนนอแรด

ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลผู้ปรารถนาความสิ้นตัณหาพึงเป็นผู้ไม่ประมาท       ไม่เป็นคนบ้าคนใบ้
มีการสดับ    มีสติ    มีธรรมอันกำหนดรู้แล้วเป็นผู้เที่ยง   มีความเพียร  พึงเที่ยวไปผู้เดียว

เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลไม่สะดุ้งในธรรมมีความไม่เที่ยงเป็นต้น  เหมือนราชสีห์ไม่สะดุ้งในเสียง
ไม่ข้องอยู่    ในธรรมมีขันธ์และอายตนะเป็นต้น   เหมือนลมไม่ข้องอยู่ในข่าย   ไม่ติด

อยู่ด้วยความยินดี และความโลภ      เหมือนดอกปทุมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ  พึงเที่ยวไปผู้เดียว

เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลพึงเสพเสนาสนะอันสงัด  เป็นผู้เที่ยวไปผู้เดียวเช่นกับนอแรด         เหมือน
ราชสีห์มีเขี้ยวเป็นกำลัง ข่มขี่ครอบงำหมู่เนื้อเที่ยวไป  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลเสพอยู่ซึ่งเมตตาวิมุตติ กรุณาวิมุตติ    มุทิตาวิมุตติ      และอุเบกขาวิมุตติ
ในกาลอันควร        ไม่ยินร้ายด้วยโลกทั้งปวงพึงเที่ยวไปผู้เดียว  เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
  • ·  บุคคลละราคะ  โทสะ และโมหะแล้วทำลายสังโยชน์ทั้งหลายแล้ว       ไม่สะดุ้งใน
เวลาสิ้นชีวิต      พึงเที่ยวไปผู้เดียว     เหมือนนอแรด  ฉะนั้น.
 
 
 

พระพุทธเจ้ากับเอกภพ

posted on 07 Oct 2010 12:55 by dhammaworld in buddha

      พระพุทธเจ้ากับเอกภพ


 


 

       พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "จูฬนีสูตร" พระไตรปิฎก หน้า ๒๑๕ เล่ม ๒๐ ว่า จักรวาล ประกอบด้วยดวงจันทร์ โลก ดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ทั้งหลายโคจร ไปร่วมกัน จะมีขุนเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ) (เป็นภูเขาทิพย์ที่เห็นได้เฉพาะผู้มีอภิญญา) ทวีปต่างๆ ที่ตั้งชื่อกันในสมัย นั้นคือ ชมพูทวีป อปรโคยานทวีป อุตรกุรุทวีป และปุพพวิเทหทวีป มหาสมุทรทั้ง ๔ (นับกันได้ในสมัยนั้น) มีนรกขุมต่างๆ สวรรค์ชั้นต่างๆ และพรหมโลกชั้นต่างๆ โลกธาตุ มี ๓ ขนาด คือ โลกธาตุอย่างเล็กมีจำนวนพันจักรวาล โลกธาตุอย่างกลางมีจำนวนล้านจักรวาล โลกธาตุอย่างใหญ่มีจำนวน แสนโกฏิจักรวาล ทั้งโลกธาตุอย่างเล็กก็ดี อย่างกลางก็ดี อย่างใหญ่ก็ดี ยังมีอีกจำนวนมากมาย "ทุก สิ่งทุกอย่างมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแตกดับไปในที่สุด" กำเนิดของโลกพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ใน "อัคคัญญสูตร" พระไตรปิฎก หน้า ๖๑ เล่ม ๑๑ ว่า เกิดมีน้ำขึ้นในห้วงอวกาศอันมืดมิดก่อนแล้วนานๆไปเกิดการรวมตัวงวดเข้าเป็น ง้วนดิน แล้วพัฒนาเป็นกระบิดิน ต่อไปเป็นเครือดิน จากนั้นมีต้นข้าวและพืชทั้งหลายเกิดขึ้น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หมู่ดาว นรกขุมต่างๆ เทวโลกและพรหมโลกชั้นต่างๆ ก็เกิดขึ้นเอง

 

กำเนิดชีวิตพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า "เพราะมีความอยาก จึงมีการเกิดเป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมา เมื่อไม่มีความอยากการเกิดเป็นสัตว์เป็นบุคคลก็ไม่มี"

 

๑.ชมพูทวีป ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)

มีธาตุมรกตอยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุมรกตทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของชมพูทวีปมีสีน้ำเงินแกมเขียว

 

มนุษย์ ที่ชมพูทวีป มีความสูง ๔ ศอก มีอายุประมาณ ๑๐๐ ปี (อาจตายก่อนอายุได้ ไม่แน่นอน)มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ อายุยิ่งหย่อนขึ้นอยู่กับคุณธรรม ไม่แน่นอน สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า "พระวิปัสสี" มนุษย์ในชมพูทวีปมีอายุถึง ๘๐,๐๐๐ ปี สมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่า "พระเรวะตะ" มนุษย์ในชมพูทวีปมีความสูงถึง ๘๐ ศอก แต่เมื่อคุณธรรมเสื่อมลง จิตใจหยาบช้าลง อาหารเลวลง อายุก็ลดลง ร่างกายก็เตี้ยลง ต่อไปภายภาคหน้ามนุษย์ในชมพูทวีป จะมีอายุเพียง ๑๐ ปี เท่านั้น และตัวจะเตี้ยถึงขนาดต้องสอยมะเขือกิน เรียกยุคนั้นว่า "ยุคทมิฬ" เป็นยุคที่เสื่อมที่สุดของ "ชมพูทวีป" ดอกไม้ประจำชมพูทวีปคือ "ชมพู (ไม้หว้า)" ...เพราะเหตุนี้ ถึงเรียกว่า "ชมพูทวีป"เพราะดอกไม้ประจำทวีปนี้คือ ดอก "ชมพู"

ชมพูทวีป เป็นทวีปเดียวที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ต้องมาตรัสรู้ที่ทวีปนี้เท่านั้น

 

๒.อมรโคยานทวีป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)

เป็นแผ่นดินกว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ ประกอบด้วยเกาะ และแม่น้ำใหญ่น้อย มีธาตุแก้วผลึกอยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุแก้วผลึกทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของอมรโคยานทวีปมีสีแก้ว ผลึก มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์ครึ่งซีก มีใบหน้าวงกลม คล้ายวงพระจันทร์ คนหน้าเหมือนดั่งเดือนแรม จมูกโด่ง คางแหลม มนุษย์ที่อมรโคยานทวีป มีความสูง ๖ ศอก มีอายุ ๕๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว) ดอกไม้ประจำอมรโคยานทวีปคือ "กะทัมพะ (ไม้กระทุ่ม)"

 

๓.ปุพพวิเทหะทวีป ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)

เนื้อที่กว้าง ๗,๐๐๐ โยชน์ มีเกาะ ๔๐๐ เกาะ มีธาตุเงินอยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุเงินทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของปุพพวิเทหะทวีปมีสีเงิน มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ มีรูปหน้าเหมือนพระจันทร์เต็มดวง คนหน้ากลมเหมือนดวงจันทร์ มีใบหน้าตอนบนโค้งตัดลงมาเหมือนบาตร มนุษย์ที่ปุพพวิเทหะทวีป มีความสูง ๙ ศอก มีอายุ ๗๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุเป็นกฏตายตัว) -ดอกไม้ประจำปุพพวิเทหะทวีปคือ "สิรีสะ (ไม้ทรึก)"

 

๔.อุตรกุรุทวีป ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ (เขาพระสุเมรุ)

มีพื้นที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม เนื้อที่กว้าง ๘,๐๐๐ โยชน์ เป็นที่ราบ มีธาตุทองคำอยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ แสงสะท้อนของธาตุทองคำทำให้ทองฟ้าและมหาสมุทรของอุตรกุรุทวีปมีสีเหลืองทอง มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในทวีปนี้ รูปร่างงาม มีลักษณะใบหน้าเป็นรูป ๔ เหลี่ยม รักษาศีล ๕ เป็นนิจ ไม่ยึดถือสมบัติ บุตร ภรรยา สามี ว่าเป็นของๆตน มนุษย์ที่อุตรกุรุทวีป มีความสูง ๑๓ ศอก มีอายุ ๑,๐๐๐ ปี (จะไม่ตายก่อนอายุ เป็นกฏตายตัว) มีต้นไม้นานาชนิด ดอกไม้ประจำอุตรกุรุทวีปคือ "กัปปรุกขะ (กัลปพฤกษ์)" ถ้าอยากได้อะไร ก็ไปนึกเอาที่ต้นกัลปพฤกษ์ จะสมปรารถนา  มนุษย์ที่ อุตรกุรุทวีป เมื่อตายจากทวีปนี้ ทุกคนจะได้ไปเกิดใน "เทวภูมิ ชั้นตาวติงสาห์ภูมิ" ทุกๆคนเป็นกฏตายตัว ในภาษาบาลี "อุตร" แปลว่า "เหนือ" ...เพราะเหตุนี้ ถึงเรียกทวีปนี้ว่า "อุตรกุรุทวีป" 

 
   สําหรับเรื่องรูปร่างหน้าตาของมนุษย์ต่างดาวในแต่ละทวีปนั้น ตามในพระไตรปิฏกและอรรถกถาต่างๆ ยืนยันว่ารูปร่างเหมือนมนุษย์เราเนี่ยแหละครับ เพราะพื้นฐานการเกิดบนดาวเขาก็อาศัยธาตุทั้ง 4 เหมือน ชมพูทวีป (ดาวโลกเรา) ในพระสูตรหนึ่ง กล่าวถึงโชติกะเศรษฐี ใครสนใจลองไปค้นอ่านได้ในพระไตรปิฏกครับ ท่านว่าโชติกะเศรษฐีนี้ มีบุญมาก เกิดมาเพื่อบํารุงพุทธศาสนาด้วย พอถึงเวลาที่ท่านจะมีภรรยา ปรากฏว่าหาคู่บารมีไม่ได้ เพราะกําลังบุญท่านสูงมาก ไม่มีหญิงคนไหนในโลกเทียบได้ที่จะมาเป็นภรรยาท่าน พระอินทร์ทราบดังนั้น ได้ไปนําหญิงสาวจากอุตกรุทวีปมาให้ เป็นภรรยา
 
       ธรรมชาตินี้กำหนดไว้ว่า ในวงเขตหมื่นจักรวาลจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นได้เพียงครั้งละหนึ่งพระองค์เท่านั้นในวงเขตหมื่นจักรวาลนี้จะไม่มีพระพุทธเจ้าสองพระองค์อุบัติขึ้นพร้อมกันเด็ดขาด
       สำหรับวงหมื่นจักรวาลในพุทธเขตของพระพุทธเจ้าสมณโคดมในปัจจุบันนี้ก็มีจักรวาลของพวกเรานี้เป็นศูนย์กลางพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ที่อุบัติขึ้นในวงหมื่นจักรวาลนี้จะต้องอุบัติที่จักรวาลแห่งนี้เท่านั้น และจะอุบัติขึ้นที่โลกตรงนี้แหละ

       แต่เมื่อกล่าวถึงจักรวาล พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า จักรวาลนั้นไม่มีที่สุดคือนับไม่ได้ว่ามีจำนวนเท่าใดเมื่อจักรวาลนั้นประมาณไม่ได้เช่นนี้และเมื่อแบ่งจักรวาลออกเป็นวงละหมื่นๆ ก็นับไม่ได้อีกเหมือนกันว่าจะมีจำนวนเท่าใดและในวงหมื่นจักรวาลอื่นๆนั้นก็ไม่ได้ห้ามการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆที่นอกจากพระพุทธเจ้าสมณโคดมของเรานี้เพราะฉะนั้น เมื่อดูจากคำสอนของพระพุทธเจ้าในส่วนนี้แล้วก็ประมาณได้ว่าในขณะนี้จะต้องมีพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆที่ยังดำรงพระชนม์อยู่ในวงหมื่นจักรวาลอื่นอันไกลโพ้นโน้นแน่นอนแต่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นจะอยู่ตรงไหนและมีพระนามว่าอย่างไรนั้น อันนี้ไม่ทราบ

       ส่วนเรื่องของพระโมคคัลลานะไปต่างจักรวาลแล้วหลงนั้น เป็นเรื่องแต่งขึ้นในภายหลังของพวกที่นับถือนิกายมหายานเพราะพวกมหายานก็รับทราบคำสอนของพระพุทธเจ้าในส่วนนี้ แล้วก็แต่งเสริมเติมไปตามจินตนาการของพวกเขาให้มีพระพุทธเจ้าชื่อนี้ อยู่ตรงสถานที่ชื่ออย่างนี้แล้วก็ผูกเรื่องให้เชื่อมโยงกันขึ้นให้พระโมคคัลลานะซึ่งเป็นอัครสาวกที่มีฤทธิ์มากออกไปท่องเที่ยวตามจักรวาลต่างๆแล้วก็หลงไปที่แดนสุขาวดีหาทางกลับไม่เจออะไรทำนองนี้แหละ
 
 
 การเกิดเป็นมนุษย์เป็นของยาก
 
 
 
 
สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ ณ วัดพระเชตวัน มีอุบาสก 5 คนเป็นเพื่อนกัน มานั่งฟังธรรม ทั้ง 5 คนต่างมีกิริยาอาการต่าง ๆ กัน

คนหนึ่งนั่งหลับ
คนหนึ่งนั่งเอานิ้วเขียนพื้นดินเล่น
คนหนึ่งนั่งเขย่า ต้นไม้
คนหนึ่งนั่งแหงนดูท้องฟ้า
มีเพียงคนเดียวที่นังฟังธรรมด้วย อาการสงบ

พระอานนท์กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "ทำไมอุบาสกเหล่านี้จึงแสดงกิริยาเช่นนั้น" พระพุทธเจ้าจึงทรงเล่าอดีตชาติของอุบาสกแต่ละคนว่า

อุบาสกที่นั่งหลับ เคยเกิดเป็นงูมาแล้วหลายร้อยชาติ เขาหลับมาหลายร้อยชาติแล้วก็ยังไม่อิ่ม แม้แต่ฟังเทศน์พระพุทธเจ้า ธรรมะก็ไม่เข้าหู ยังหลับอยู่อย่างนั้น

อุบาสกที่นั่งเอานิ้วเขียน พื้นดิน เคยเกิดเป็นไส้เดือนมาหลายร้อยชาติ นั่งเอานิ้วเขียนบนพื้นดินเล่นอยู่อย่างนั้น ด้วยอำนาจความประพฤติที่ตัวเคยทำมา ก็ไม่ได้ยินธรรมะของพระพุทธเจ้าเช่นกัน

อุบาสกที่นั่งเขย่าต้นไม้อยู่นั้น เกิดเป็นลิงมาแล้วหลายร้อยชาติ ถึงบัดนี้ก็ยังเขย่าต้นไม้อยู่ ไม่ได้ยินธรรมะของพระพุทธเจ้าเช่นกัน

อุบาสกที่นังแหงนดูท้องฟ้านั้น เคยเกิดเป็นพราหมณ์บอกฤกษ์ด้วยการดูดาวมาหลายร้อยชาติ ถึงบัดนี้ก็ยังคงนั่งดูท้องฟ้าอยู่ ไม่ได้ยินธรรมะของพระพุทธเจ้า

อุบาสกที่นั่งฟังธรรมอย่างสงบด้วยความเคารพ เคยเกิดเป็นพราหมณ์ศึกษาธรรมะและปรัชญา ค้นคว้าหาความจริงมาหลายร้อยชาติ มาบัดนี้ได้พบพระพุทธเจ้า ตั้งใจฟังธรรมด้วยดี จนได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะนึกสงสัยว่า ชาติก่อนเราเกิดเป็นอะไรหนอ

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นเรื่องยาก ต้องมีบุญมาก อุปมาเหมือนเต่าตาบอดตัวหนึ่งดำน้ำอยู่ในทะเล ทุกๆ 100 ปี เต่าตาบอดตัวนั้นจะโผล่หัวขึ้นมาจากทะเลครั้งหนึ่ง ในทะเลมีห่วงเล็กๆ ขนาดใหญ่กว่าหัวเต่าหน่อยหนึ่งลอยอยู่ 1 ห่วง โอกาสที่เต่าตาบอดตัวนั้นจะโผล่ขึ้นมา แล้วหัวสวมเข้ากับห่วงพอดียากเพียงใด โอกาสนั้นก็ยังมีมากกว่า การที่เหล่าสรรพสัตว์จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์

ในฐานะมนุษย์ไม่มากก็น้อยที่ใจของเราได้มีประสบการณ์ในภพชาติอื่น ๆ ทั้งที่ต่ำกว่าและสูงกว่าภพมนุษย์ เรามีปัญญาที่จะรู้ได้จากประสบการณ์ของเราแล้วว่าอะไรดี อะไรไม่ดี

การเกิดเป็นมนุษย์ถ้าดีก็ดีได้มากๆ แต่ก็น่ากลัวเหมือนกัน เพราะถ้าประมาทก็ทำชั่วได้มาก ถ้าไม่ประมาท รักษาศีล 5 ทำความดี สร้างบารมี ตั้งใจพัฒนาชีวิตจิตใจแล้วก็สามารถมีประสบการณ์สูงขึ้น เป็นเทวดา พรหม ตลอดจนเข้าถึงอริยมรรค อริยผล บรรลุนิพพานได้ มนุษย์จึงเป็นชาติที่มีทางเลือก

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
เป็นการยากที่ได้เกิดเป็นมนุษย์
เป็นการยากที่ชีวิตสัตว์จะได้ อยู่สบาย
เป็นการยากที่จะได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ
เป็นการยากที่พระ พุทธเจ้าจะอุบัติมา

เมื่อรู้เช่นนี้แล้วเราจึงควรเห็นคุณค่าของการเกิดเป็นมนุษย์ อย่าให้เสียโอกาส เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เอาใจใส่รักษาความเป็นมนุษย์ไว้ให้มั่นคง

ดังนั้นสำหรับการเกิดเป็นมนุษย์ในชาติหนึ่ง การเลือกทางดำเนินชีวิตของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

การอุบัติของพระพุทธเจ้ามีได้ยาก
การได้เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นของยาก
การได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วพบพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งกว่า


edit @ 1 Jul 2010 18:35:55 by dhammaworld