ภาพปริศนาธรรม (ตอนที่ 1)
posted on 01 Feb 2008 15:19 by dhammaworld in buddha
พุทธตัวจริง
คือ ความเบ่งบานถึงที่สุด
ของธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ
ซึ่งมีอยู่แล้วในคนทุกคน
พุทธองค์จริงคือความเบ่งบานถึงที่สุดของธรรมชาติแห่งความเป็น พุทธะ ซึ่งมีอยู่แล้วในคนทุกคน.ธรรมชาติแห่งการตรัสรู้อันสูงสุด มีอยู่แล้วในคนทุก ๆ คน ซึ่งไม่ต้องแสวงหาจาก
ภายนอกเลย. ด้วย เหตุ ที่คนทั่วไปนั้นมัวยึดมั่น ถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายโดยความเป็น "ตน" เป็น "ของตน" อันมิใช่ความจริงแท้ของธรรมชาติ จึงต้องเป็นทุกข์ และวกวนอยู่ในสังสารวัฎฎ์ ธรรมชาติ แห่งการ
ตรัสรู้นั้นจึง ไม่วิวัฒนาการ ถึงที่สุดได้.พันธุ์ไม้ดอกที่ต้องแคระแกร็น ด้วยเพลี้ยหรือแมลง ,ทั้งที่ธรรมชาติสูงสุดแห่งการผลิดอกออกผล ของ ต้นไม้ นั้นมีอยู่ ; แต่ไม่สามารถถึงที่สุดของวิวัฒนาการ
ได้ ฉันใด; ชีวิตบางชีวิตไม่สามารถวิวัฒนาการ ถึงที่สุดของชีวิตคือ "ความหลุดพ้น" ฉันนั้น.ดอกบัวในภาพ
ที่กำลังเบ่งบาน ๗ ดอก คือ องค์แห่งการตรัสรู้ ๗ ประการ (โพชฌงค์เจ็ด).ส่วนพระพุทธใต้ร่วมโพธิ์นั้น คือ
สัญลักษณ์แทน "พุทธภาวะ" ที่ประทับอยู่ในใจของคนทุกคนแล้ว.
มือฉันตบข้างเดียวส่งเสียงลั่น
เมื่อท่านตบสองข้างจึงดังได้
เสียงมือฉันดังก้องทั้งโลกัย
เสียงมือท่านดังไกลไม่กี่วา ฯเสียงความว่างดังกลบเสียงความวุ่น
ทั้งมีคุณกว่ากันทางหรรษา
เสียงสงบกลบเสียงทั้งโลกา
หูของข้าได้ยินแต่เสียงนั้น ฯเสียงของโลกดังเท่าไรไม่ได้ยิน
เพระเหตุวิญญาณรับแต่เสียงนั่น
เป็นเสียงซึ่งผิดเสียงอย่างสามัญ
เป็นเสียงอันดังสุดจะพรรณนา ฯมือข้างเดียวตบดังฟังดูเถิด
แสนประเสริฐคือจิตไม่ใฝ่หา
ไม่ยึดมั่นอารมณ์ใดไม่นำพา
มันร้องท้าเย้ยทุกข์ทุกเมื่อเอย ฯ
เพื่อเข่นฆ่าสิ่งเหล่านี้มิให้เหลือ
ภาพนี้เป็นภาพแท่นวัชระอาสน์ ธรรมจักร และตรีรัตนะ ใต้ต้นโพธิ์ อันแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และมีล้อธรรมจักร หมายถึงธรรมะของพระองค์ กำลังแล่นตัดหรือทำลาย ซึ่ง "การเบียดเบียน พิธีรีตอง ความหลอกลวง โชคชะตาราศี ชั้นวรรณะ ไสยศาสตร์ ความเมาศาสนา เมาสวรรค์ เมาตำรา
เมาอาจารย์ และเมาอัตตา ตัวตน".
มีคำบรรยายประกอบภาพว่า "ในโลกนี้มีพุทธศาสนา เพื่อเข่นฆ่าสิ่งเหล่านี้มิให้เหลือ" นั่นคือทำลายสิ่งดังกล่าวนั่นเอง.
สิ่งดังกล่าวมีขึ้นมาในโลกก็เพราะอำนาจความเห็นแก่ตัว ที่มีอยู่ในจิตใจของคนเราแต่ละคน ๆ นี่เอง.
ดังนั้น หากทำลายความเห็นแก่ตัวลงไปด้วยเครื่องมือธรรมของพระพุทธองค์ สิ่งดังกล่าวจะถูกทำลายพร้อม
กันไปในตัว. สิ่งดังกล่าวหมดไปจากจิตใจของเราได้เพียงใด ความเป็น "ชาวพุทธ" ของเรา (ความไม่ทุกข์ ) จะสมบูรณ์ขึ้นเพียงนั้น ตรงกันข้าม หากสิ่งดังกล่าวยังเต็มอัดอยู่ในจิตใจ ก็พึงรู้ตัวเถิดว่า เราเป็นชาวพุทธแต่เพียงเปลือกนอกหรือเพียงทะเบียนเท่านั้น
"เสียงขลุ่ยหวนกลับมาหากอไผ่"
จงคิดให้เห็นความตามนี้หนอ
ว่าไผ่ลำตัดไปจากไผ่กอ
ทำขลุ่ยพอเป่าได้เป็นเสียงมา
เสียงก็หวนกลับมาหากอไผ่
เป่าเท่าไรกลับกันเท่านั้นหนา
เหมือนไอน้ำจากทะเลเป็นเมฆา
กลายเป็นฝนกลับมาสู่ทะเล ฯ
เหมือนตัณหาพาคนด้นพิภพ
พอสิ้นฤทธิ์ก็ตระหลบหนทางเห
วิ่งมาสู่แดนวิสุทธิ์หยุดเกเร
ไม่เถลไถลไปที่ไหนเลย;
อันความวุ่นวิ่งมาหาความว่าง
ไม่มีทางไปไหนสหายเอ๋ย
ในที่สุดก็ต้องหยุดเหมือนอย่างเคย
ความหยุดเฉยเป็นเนื้อแท้แก่ธรรมเอย ฯ
คนทุกคนมีแรงพลุ่งไปใน "ความเกิด" ด้วยฤทธิ์ของตัณหาและอุปาทาน. โดยเหตุที่ไม่ทราบว่า ที่แท้อารมณ์ทั้งปวงนั้น ก่อตัวพลุ่งขึ้นก็เพียงมุ่งกลับสู่สภาพเดิม คือ "ความดับเหมือนไม้ไผ่ตัดจากกอไผ่ไปทำขลุ่ยเป่าเสียงดังไพเราะ ก็เพียงเพื่อ "ความดับ" แห่งเสียงนั้นลงสู่สภาพไม้ไผ่จากกอเดิม; หรือเหมือนไอน้ำจากทะเล พลุ่งขึ้นเป็นเมฆาและตกเป็นฝนลงสู่ทะเล
ตามเดิมความวุ่นที่พลุ่งขึ้น ก็ย่อมดับมอดลงสู่ ความว่าง อันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ เพราะฉะนี้แล ความไม่ดิ้นรนทะยานไปในอารมณ์ทั้งปวง ด้วยตัณหาอุปาทาน จึงเป็นความดับสนิทไปแต่ต้นมือแล้ว.
อาบอะไรล้างกันใหญ่ดูให้ดี
ดูอาบกันให้เต็มที่ไม่มีเฉย
"ไม่น่าดูนั่นแหล่ะดูให้ดีเอย"
ขอเฉลยอรรถอ้าง "ล้างตัวกู "
อาบที่หนึ่งนั้นล้างส่วนร่างกาย
ย่อมทำได้โดยขยันหมั่นเช็ดถู
ภาพพวกเซ็นอาบเป็นตัวอย่างดู
ล้างตัวกูกันอย่างหนักด้วยรักทำ
อาบที่สองของล้างไล่กิเลส
ที่เป็นเหตุเผลอไพล่ไถลถลำ
เที่ยวยึดนั่นยึดนี่ที่กอบกำ
เอามาทำเป็น "ตัวกู " และ " ของกู "
เอาน้ำคำธรรมะเข้าชะล้าง
ให้สว่างสะอาดสิ้นสงบอยู่
อะไรมาไม่ยึดมั่นไม่ขัดถู
สิ้น "ตัวกู " เป็นวิมุตติดีสุดดี
ยามอาบล้างท่าทางไม่น่าดู
อาบเสร็จแล้วสวยหรูชูศักดิ์ศรี
ยามชะล้างแสนยากลำบากมี
ลุถึงที่สุขล้วนชวนชมเอย ฯ
อาบน้ำนั้น ตอนอาบไม่น่าดู อาบเสร็จแล้วสะอาดหมดจดฉันใด; ขณะปฏิบัติต่อสู้กับกิเลส น่าทรมาน ชนะกิเลสแล้วพบความสงบผาสุขฉันนั้น.
อาบน้ำทางกาย ชำระเหงื่อไคล อาบทางใจคือชำระล้างความยึดถือว่า "เรา" ว่า "ของเรา" อันเป็นของสกปรกสำหรับใจ.
เครื่องมือในการอาบน้ำ คือ ถังในภาพ ส่วนเครื่องอาบชำระใจ คือ "การปฏิบัติธรรม"
edit @ 1 Feb 2008 15:39:51 by DhammaWorld