รวบรวมและเรียบเรียงโดย คุณสุวัฒน์ พิทักษ์วงษ์

ถาม - ตอบปัญหาธรรมะนี้คัดมาจาก หนังสือมนุษย์..... เกิดมาทำไม (เล่ม ๔) ซึ่งรวบรวมและเรียบเรียงโดย คุณสุวัฒน์ พิทักษ์วงษ์ ได้คัดเลือกเพียงบางคำถาม - ตอบ ซึ่งเป็นคำถาม - ตอบที่ไม่ได้จัดเรียงกันไว้ แต่จะคละกันอยู่ตามเรื่องของทาน ศีล สมาธิ เป็นต้น


คำถามที่ ๑

ถาม : ทำไมคนเราเกิดมาจึงต่างกัน เพราะเหตุอะไร ?

ตอบ : คนเราเกิดมาก็มาจากภูมิที่ต่างกัน (ใน ๓๑ ภูมิ) เมื่อมาจากภูมิที่ต่างกัน เกิดมาจึงต่าง     กัน เหตุที่ต่างกันก็เพราะผลแห่งกรรม (วิบาก)


คำถามที่ ๒

ถาม : เพราะเหตุใดจึงพูดว่าการเกิดเป็นมนุษย์เป็นของยาก ก็เห็นมีคนเกิดมาในโลกนี้ตั้ง    มากมาย

ตอบ : สัตว์โลกทั้ง ๓ ภพ มีถึง ๓๑ ภูมิ และในอบายภูมิ โดยเฉพาะสัตว์เดรัจฉานมีมากมายนับไม่ถ้วน เมื่อนำมาเปรียบเทียบแล้วมนุษย์มีน้อยนัก พระไตรปิฎก ขุททกนิกาย กล่าวถึงความยากที่สุดในโลก ๔ อย่าง

๑. กิจฉัง มนุสสปฏิลาโภ : ความได้อัตภาพเป็นมนุษย์เป็นการยาก
๒. กิจฉัง มัจจานชีวิตัง : ชีวิตสัตว์ทั้งหลายเป็นอยู่ยาก
๓. กิจฉัง สัทธัมมัสสวนัง : การได้ฟังพระสัทธรรมเป็นของยาก
๔. กิจโฉ พุทธานมุปปโท : การอุบัติขึ้นของท่านผู้รู้ (พุทธะ) แสนยาก

พระไตรปิฎกกล่าวถึงความเมา ที่เป็นเหตุให้คนเราประมาท แล้วไม่รีบสร้างความดีไว้                  ๓ ประการคือ

๑. เมาในความเป็นหนุ่มสาว ว่ายังไม่แก่เฒ่าแล้วประมาทไม่ทำความดี
๒. เมาในความไม่มีโรค ว่ายังแข็งแรงแล้วประมาทไม่ทำความดี
๓. เมาในชีวิต ว่ายังไม่ตายง่ายๆ แล้วประมาทไม่ทำความดี

ผู้ที่หวังจะเกิดเป็นมนุษย์นี้อีกจงละความเมา ๓ อย่างนี้ จงละความเมา ๓ อย่างนี้ แล้วรีบเร่งสร้างความดีให้เต็มที่


คำถามที่ ๓

ถาม : ทำบุญกุศลอย่างไรจึงจะได้อานิสงส์มาก

ตอบ : การทำบุญกุศลสร้างความดีมี ๒ ระดับ

๑. ระดับโลก (โลกียกุศล) ได้แก่ การให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิสมถะภาวนา ต้องเวียนเกิดเวียนตาย ยังไม่เป็นทางพ้นทุกข์เพราะยังต้องเกิดอีก
๒. ระดับเหนือโลก (โลกุตรกุศล) ได้แก่การเจริญวิปัสสนา เจริญสติเกิดปัญญา ไม่ต้องเวียนเกิดเวียนตาย เป็นทางพ้นจากทุกข์เพราะไม่ต้องเกิดอีก เมื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์ บรรลุธรรมเห็นธรรม มีมรรคผลนิพพานเป็นที่สุด


คำถามที่ ๔

ถาม : ที่กล่าวว่า “อปราปรเจตนา” คืออะไร และเป็นการช่วยมิให้อกุศลเกิดได้จริงหรือ

ตอบ : การให้ทานมีอานิสงส์มาก จะต้องถึงพร้อมด้วยเจตนา และต้องประกอบด้วยเจตนา           ๓ ได้แก่ ปุพพเจตนา ๑ คือ เจตนาก่อนให้ทานมีใจดี , มุญจเจตนา ๑ คือ เจตนาขณะกำลังให้มีจิตเลื่อมใส และอปราปรเจตนา ๑ คือ เจตนาภายหลังการให้ทานแล้ว   ปลื้มใจ

เจตนาภายหลังการทำบุญกุศล กล่าวคือเมื่อได้ทำบุญให้ทานรักษาศีล เจริญภาวนาปฏิบัติ  ธรรมแล้ว ให้มีความยินดีปลื้มใจอยู่ในกุศลความดีนั้น เพื่อป้องกันมิให้อกุศลเกิดควรระลึกถึงกุศลความดีนั้นให้เกิดปิติความอิ่มเอมใจ

ยกตัวอย่าง ชาดกนิทาน อุบาสกสองคนสนทนากันในวันพระ ขณะพบกันกลางทาง

คนแรก : “ถ้ารู้ว่าวันนี้มีปลาชุมมากอย่างนี้ ก็จะไม่ไปทำบุญที่วัด”
คนหลัง: “ถ้ารู้ว่าวันนี้เป็นวันพระ ก็จะไม่ไปจับปลา”
คนแรกไม่มี “อปราปรเจตนา” ในกุศลความดีที่ทำแล้ว คนหลังแม้จะไปทำบาปมาแล้ว แต่มีความสลดใจในอกุศลกรรม ย่อมมีจิตใจบริสุทธิ์ดีกว่าคนแรก

นิพเพธิกสูตร “เรากล่าวว่า เจตนาเป็นตัวกรรม” (พุทธวจนะ)
ทุติยาปุตตกสูตร “ทำกรรมใดไว้ด้วย กาย วาจา ใจ กรรมนั่นแหละเป็นสมบัติของเรา         จะพาเราไป” (พุทธวจนะ)


คำถามที่ ๕

ถาม : ก่อนตายผู้ตายจะได้รับอารมณ์ หรือนิมิตอย่างหนึ่งอย่างใดก่อนตาย อยากทราบว่านิมิตหรืออารมณ์ก่อนตายมีอย่างไร

ตอบ : นิมิตหรืออารมณ์ก่อนตายมี ๓ ประการคือ

๑. กรรมอารมณ์ เป็นอารมณ์ที่เกิดกับผู้ใกล้ตาย ชนิดไม่มีภาพปรากฏ ปรากฏแต่อารมณ์ทางใจเท่านั้น ทำให้ได้ระลึกถึงบุญหรือบาป กรรมที่ได้ทำไว้

๒. กรรมนิมิตอารมณ์ เป็นนิมิตที่เกิดกับผู้ใกล้ตาย ปรากฎได้ทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นภาพอุปกรณ์เครื่องใช้เครื่องมือต่างๆ มาปรากฏให้เห็น อย่างในทางบุญ เช่นจะเห็นภาพของใช้ในการทำบุญ เช่นขันข้าวทัพพี หนังสือธรรมะ พระไตรปิฏก           เครื่องกฐิน โบสถ์ ศาลา พระเจดีย์ เป็นต้น เมื่อตายลงย่อมไปสู่สุคติด้วยอำนาจของบุญนั้น หรือถ้าเจริญภาวนาจนได้ฌาน ถ้าก่อนตายฌานไม่เสื่อมกรรมนิมิตก็จะเกิดขึ้นและทำให้ไปเกิดในพรหมภูมิ ส่วนทางบาป เช่น จะได้เห็นภาพของอาวุธ หรือเครื่องมือในการทำบาป เช่นมีด ปืน แห อวนหรืออาวุธต่างๆที่เป็นเครื่องมือในการฆ่า อุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นภาพปรากฏให้เห็น เป็นต้น เมื่อตายไปสู่ทุคติภูมิ

๓. คตินิมิตอารมณ์ เป็นนิมิตที่เกิดกับผู้ใกล้ตาย ปรากฎได้ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่จะพบได้เสวยในภพหน้า เช่นเห็นภาพเป็นสถานที่ที่ผู้ทำบุญ หรือทำบาปไว้จะต้องไปเกิด เช่น เห็นหมู่สัตว์นรกกำลังถูกทรมาน เห็นไฟนรก เห็นหมู่เปรตที่หิวโหย เห็นหมู่สัตว์เดรัจฉาน เมื่อตายลงก็ย่อมไปเกิดในภูมินั้นๆด้วยอำนาจของบาปที่ทำไว้ ถ้าเห็นเป็นวิมานเทวดา เห็นหมู่เทวดา หรือเห็นครรภ์ของมารดา เห็นหมู่มนุษย์ที่ทำบุญทำกุศลกัน เมื่อผู้นั้นตายก็จะไปเกิดเป็นเทวดา หรือมนุษย์ตามภูมิที่ได้เห็นนั้น

นิมิตทั้ง ๓ อย่างนี้มนุษย์ผู้ใกล้ตายจะปรากฏเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่สำหรับพระอรหันต์จะไม่มีนิมิตก่อนตาย เพราะพระอรหันต์เมื่อเข้าสู่พระนิพพานแล้วจะไม่มีการเกิดอีก อนึ่งเหตุของการตายมีด้วย           กัน ๔ เหตุ ได้แก่ ตายเพราะสิ้นกรรม ๑ , เพราะสิ้นอายุ ๑ , เพราะสิ้นกรรมและสิ้นอายุ ๑ , เพราะกรรมตัดรอนอีก ๑ (อุปัจเฉทกรรมหรืออุปัตฆาตกรรม)

คำถามที่ ๖

ถาม : การทำบุญอุทิศไปให้ผู้ที่เขาล่วงลับไปแล้ว เขาเหล่านั้นจะได้รับหรือไม่ เพราะเหตุใด

ตอบ : ได้รับก็มีไม่ได้รับก็มี เพราะการที่จะได้รับนั้น จะต้องพร้อมด้วยองค์ประกอบ ๓ ประการ

๑. ทานนั้นจะต้องถวายแก่สงฆ์
๒. หลังจากถวายแล้ว ผู้ถวายต้องตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
๓. ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว จะต้องอยู่ในภพภูมิที่สามารถรับรู้ และร่วมอนุโมทนาได้

ตามหลักฐานมีเปรตจำพวก “ปรทัตตุปชีวกเปรต” เท่านั้นที่อยู่ในวิสัยที่จะมารับรู้และร่วมอนุโมทนาได้ ถ้าผู้ที่ล่วงลับไม่รู้หรือรู้แต่        ไม่ได้อนุโมทนา ก็ไม่ได้รับส่วนบุญที่ญาติมิตรแผ่ไปให้


คำถามที่ ๗

ถาม : คำว่าขันติกับอุเบกขา ฟังดูคล้ายๆ กันขอทราบว่าเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร

ตอบ : ขันติแปลว่าความอดทน แบ่งออกเป็น ๓ อย่าง คืออดทนต่อความลำบากตรากตรำ          ๑ อดทนต่อทุกขเวทนา ๑ อดทนต่อความเจ็บใจ ๑

ส่วนอุเบกขา แปลว่าวางเฉย แบ่งออกเป็น ๓ อย่าง คือ อุเบกขาเวทนา ๑ ได้แก่การวางเฉยในอารมณ์ อุเบกขาในพรหมวิหาร ๑ ได้แก่การวางเฉยในสัตว์ บุคคล      ไม่ลำเอียง และอุเบกขาในโพชฌงค์ ๑ คือวางเฉยในธรรมคุมการปฏิบัติธรรมอย่างมีสติ


คำถามที่ ๘

ถาม : เคยเห็นสามีภรรยาบางคู่อยู่กันยืดยาวจนตายจากกัน แต่บางคู่ก็ต้องหย่าร้างอยู่       กันไม่ยืด เป็นเพราะอะไร

ตอบ : เพราะกรรม ทุกคนมีกรรมเป็นของของตนเอง

ตัวอย่างในพระไตรปิฎก (อิสิทาสีเถรีคาถา) อิสิทาสีเถรีเล่าชีวิตก่อนบวชว่า บิดามารดาเป็นเศรษฐีมีศีลธรรม ได้ยกเธอให้ไปเป็นภรรยาเศรษฐีปรนนิบัติสามีและตระกูล       สามี ไม่เกียจคร้านและสมบูรณ์ด้วยศีล แม้อย่างนี้สามีก็ไม่ยอมอยู่ร่วมเรือนด้วย กลับส่ง       คืนทั้งๆ ที่หาความผิดไม่ได้

อิสิทาสีเป็นหญิงหม้ายรูปสวย ต่อมาบิดาได้ยกให้กุลบุตรตระกูลมั่งคั่งน้อยกว่าสามีเก่าครึ่ง       หนึ่ง อยู่เรือนร่วมสามีคนที่สองได้เพียงหนึ่งเดือน แม้จะรับใช้สามีดั่งทาสี ก็ถูกขับออกจากเรือนเขาอีก

ต่อมาบิดาได้ยกนางให้กับชายขอทาน อยู่กินกันได้เพียงครึ่งเดือน ชายขอทานก็หนีทิ้ง          ไปอีก นางเศร้าสลดใจในชีวิตจึงออกบวช บวชได้ ๗ วันก็บรรลุวิชชา ๓ ระลึกชาติแต่หนหลังของตนได้ถึง ๗ ชาติ

กรรมเก่าของอิสิทาสีเถรี เคยเกิดเป็นลูกชายนายช่างอยู่ในนครเอรกกัจฉะ เป็นคนมัวเมาลุ่มหลงเป็นหนุ่มคะนอง ได้คบชู้กับภรรยาของชายอื่น ตายแล้วต้องหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดกาล ครั้นเมื่อพ้นนรกมาเกิดเป็นลูกวานร ได้ถูกหัวหน้าฝูงวานรกัดอวัยวะสืบพันธ์ นี่เพราะผลกรรมที่ได้คบชู้ เมื่อตายจากวานร ได้มาเกิดในท้องของแพะตาบอดอยู่ในแคว้นสินธุ อายุได้ ๑๒เดือน ก็ถูกตัดอวัยวะสืบพันธ์ นี่เพราะโทษคบชู้กับภรรยาของชายอื่น

เมื่อจุติจากกำเนิดแพะแล้วได้ไปเกิดในท้องของแม่โค พอมีอายุ ๑๒ เดือนก็ถูกตอน ถูกใช้งานเทียมไถเข็นเกวียน ต่อมาเป็นโคขี้โรคและตาบอด นี่แหละโทษอีกชาติ จุติจากกำเนิดโคแล้วไปเกิดในเรือนของนางทาสี จะเป็นหญิงก็ไม่ใช่ชายก็ไม่เชิง

ต่อมาชาติที่หก มาเกิดเป็นลูกสาวของนายช่างสานเสื่อ สกุลขัดสนถูกฉุดคร่าไปเป็นภรรยาของนายคิริทาส ซึ่งมีภรรยาอยู่แล้วเป็นคนมีศีล ต่อมาได้บังคับให้นายคิริทาสขับไล่ภรรยาเก่าไปเสีย ต่อมาได้เกิดในชาติปัจจุบันผลแห่งการคบชู้กับภรรยาของชายอื่นในชาติที่ ๑ (ที่ระลึกได้) และได้บังคับให้สามีขับไล่ภรรยาเก่าของเขาไปในชาติที่ ๖ (ที่ระลึกได้) จึงได้มารับกรรมในชาติปัจจุบันนี้

ในสมชีวิสูตร พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า “คฤหบดีและคฤหปตานี (สามีภรรยา) ถ้าต้องการพบกันเป็นสามีภรรยากัน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตแล้วไซร้ ทั้งสองฝ่ายนั้นพึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน และมีปัญญาเสมอกัน ทั้งสองนั้นย่อมได้พบกันและกัน ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต”


คำถามที่ ๙

ถาม : การทำบุญให้ทานหรือทำความดีเพราะความโลภ จะได้ผลดีหรือไม่

ตอบ : ทำความดีแม้จะมีเหตุมาจากความโลภ โกรธ หรือหลงก็ตาม ก็ยังดีกว่าทำความชั่วหรือไม่ได้ทำอะไรที่ดีเลย การปฏิบัติธรรมมีขั้น ทาน ศีล สมาธิเจริญ     ภาวนา ต่อไปๆ ก็จะค่อยๆ ประคับประคองพัฒนาให้ถูกต้องสมบูรณ์ต่อไป


คำถามที่ ๑๐

ถาม : สมาธิทำให้เกียจคร้าน ไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติขั้นสูงจริงหรือ

ตอบ : สมาธิเป็นกุศล แต่เป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลได้ สมาธิขั้น อัปนาสมาธิจะเกิดปิติสุข เมื่อติดสุขก็จะเกียจคร้าน เพราะสมาธิเข้าได้กับโกสัชชะคือความเกียจคร้าน เช่นสมาธิแรงแต่วิริยะอ่อน ความเกียจคร้านก็เข้าครอบงำ เมื่อโกสัชชะเข้าครอบงำ ก็จะติดเพลินในความสุขสงบปรุงแต่งเป็นอเนญชาภิสังขารติดเพลินในรูปฌาน อรูปฌาน เป็นอัปนาสมาธิ แน่วแน่ตั้งมั่นเป็นสมาธิในฌาน แล้วกิจหน้าที่การพิจารณาเจริญไตรสิกขาก็ไม่เร่งรัดดำเนินไป กลายเป็นเฉื่อยไม่พัฒนา กิเลสไม่หมด ทุกข์ไม่หมด

สมาธิขั้นอุปจารสมาธิ สมาธิจวนจะแน่วแน่ยังไม่ดิ่งถึงที่สุด เป็นขั้นที่ทำให้กิเลสนิวรณ์ระงับก่อนจะเป็นอัปนาฌาน สมาธิขั้นอุปจารสมาธิจะเป็นประโยชน์แก่การเจริญปัญญา หรือหากปฏิบัติแนววิปัสสนาโดยตรงก็ควรใช้ขณิกสมาธิ คือสมาธิชั่วขณะ สมาธิขั้นต้น พอสำหรับให้จิตสงบสบายและเริ่มปฏิบัติวิปัสสนา


คำถามที่ ๑๑

ถาม : คนไทยชอบใช้คำว่า อนิจจังไม่เที่ยงเพื่อปลอบใจให้คลายทุกข์โศก พอสบายใจแล้วก็ปล่อยปละละเลย ไม่กระตือรือร้น ขวนขวายจัดแจง เมื่อเป็นเช่นนี้ควรจะแก้ไขอย่างไร

ตอบ : อนิจจังแปลว่าไม่เที่ยง เมื่อสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยงจึงไม่ควรประมาท ให้ตระหนักนึกถึงว่าให้ปล่อยวางเสียได้ แต่มิใช่ปล่อยปละละเลย อันจะกลายเป็นความ   ประมาทไป อนิจจังเมื่อปลงแล้วก็ให้เกิดความสังเวช กระตุ้นเตือนใจให้สำนึกถึงความจริง แห่งพระไตรลักษณ์ให้เกิดตื่นตัว เกิดกำลังใจที่จะปฏิบัติธรรม


คำถามที่ ๑๒

ถาม : คำว่ามารหมายถึงอะไร และเจ้ากรรมนายเวรเป็นอย่างไร

ตอบ : มารแปลว่าผู้ฆ่า ขัดขวาง หรืออุปสรรค มี ๕ อย่าง คือ ๑) ขันธมาร มารคือร่างกาย     จิตใจ ๒) กิเลสมาร มารคือกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ๓) อภิสังขารมาร มารคือเจตนาดีชั่วปรุงแต่งให้ทำดีทำชั่ว ๔) มัจจุมาร มารคือความตาย ๕) เทวปุตตมาร มารคือเทพ (ฝ่ายไม่ดี) หรือบุคคลที่มาชักจูงหลอกลวงให้ทำชั่ว

เจ้ากรรมนายเวร หมายถึง กรรมที่ทำไปแล้วมาคอยขัดขวางหรือเป็นอุปสรรค การที่จะย้อนกลับไปแก้กรรมที่ทำไปแล้วนั้น ทำไม่ได้ แต่ถ้าตั้งหน้าทำแต่กุศลกรรมไว้มาก กรรมเก่าหรือเจ้ากรรมนายเวรก็อาจตามไม่ทันเหมือนกัน ถ้าเปรียบบาปเหมือนก้อนเกลือ บุญคือน้ำสะอาด ถ้าเติมน้ำสะอาดมากๆ เกลือก็จางจนหมดความเค็มได้


คำถามที่ ๑๓

ถาม : เวลานั่งสมาธิมักจะหลับหรือง่วงนอนเพราะอะไร

ตอบ : เพราะอินทรีย์ไม่แก่กล้า พละกำลังของสมาธิจึงไม่มี ต้องใช้คุณธรรมข้ออินทรีย์ ประกอบด้วยองค์ธรรม ๕ ประการ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา เข้ากำกับปรับอินทรีย์ให้สมดุลกัน โดยใช้ปัญญากำกับศรัทธา เอาวิริยะกำกับสมาธิ ใช้สติเป็นเครื่องตรวจสอบ ถ้าทำได้อย่างนี้ นิวรณ์ธรรมอันเป็นเครื่องกั้นสมาธิ ก็เข้ามา             รบ  กวนไม่ได้ ประการสำคัญคือ ทำความรู้สึกตัวให้เป็น ถ้ารู้สึกตัวเป็นก็จะไม่ง่วงไม่หลับ ถ้าง่วงไม่ควรนั่งสมาธิต่อไป ควรลุกเดินจงกรมหรือดูอิริยาบถอื่น

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry