ถาม - ตอบ ปัญหาธรรมะ (ตอนจบ)
posted on 04 Mar 2008 06:52 by dhammaworld in buddha
คำถามที่ ๑๔
ถาม : ทางโลกกล่าวว่า คนยุคปัจจุบันต้องคิดเป็น ทางพระพุทธศาสนาอธิบายเรื่องนี้ว่า อย่างไร
ตอบ : คิดเป็นทางธรรมคือการทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย นั่นคือ “โยนิโสมนสิการ” ที่เป็นไปในทวารทั้ง ๖ ได้แก่ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้รู้เท่าทันอารมณ์ ไม่ยินดียินร้าย หรือชอบชังไปตามอารมณ์เมื่อเห็นรูป ได้ยินเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัส และคิดนึกแต่ในแง่ดีสิ่งที่ดี รู้จักต้อนรับอารมณ์ด้วยธรรมปฏิสันถาร คือต้อนรับอารมณ์ด้วยโยนิโสมนสิการ ถ้ามีปัญญาก็คิดเป็นโยนิโสมนสิการ ถ้าไม่มีปัญญาก็คิดไม่เป็น อโยนิโสมนสิการ
ส่วนคำว่าคิดเป็นทางโลกคือ รู้จักแสวงหาทรัพย์ ลาภ ยศ สรรเสริญ และความสุข คิดในทางรักษาตัวรอด บางครั้งก็ถึงกับต้องดิ้นรนแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันซึ่งเป็นกิเลสอกุศล
คำถามที่ ๑๕
ถาม : ขอให้อธิบายคำว่า “โยนิโสมนสิการ”
ตอบ : โยนิโสมนสิการ แปลว่า กระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย คือคิดเป็นคิดเชิง ปัญญา พิจารณาสืบสาวหาเหตุปัจจัย รู้จักคิดให้เป็นคิดถึงสภาพของจิตตน แยกแยะกุศล อกุศล ผลดีผลร้ายตรวจสอบสืบค้นสาวหาความจริง ถ้าระดับปุถุชนก็คงต้องอาศัย “ปรโตโฆสะ” คือคำบอกเล่า แนะนำ สั่งสอน ชักจูง จากกัลยาณมิตรมาประกอบ เพื่อให้เกิดกำลังมีโยนิโสมนสิการ (แต่ต้องไม่ใช่การคิดปรุงแต่งด้วยการยินดียินร้าย เป็นไปในทางทวารทั้งหกและล่วงล้ำ เลยไปเป็นเวทนาไปสู่สังขาร การปรุงแต่งจนเกิดตัณหาเกิดทุกข์โทษไม่เกิดปัญญา) โยนิโสมนสิการที่ถูกจะเกิดโสมนัสเวทนาเป็นมหากุศล
โยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาธรรม พิจารณาสิ่งทั้งหลายโดยมองตามสิ่งนั้นๆตามที่มันเป็นของมัน และคิดหาเหตุผลสืบค้นต้นเค้าสืบสาวให้ตลอดสาย แยกแยะสิ่งนั้นๆหรือปัญหานั้นๆออกให้เห็นตามสภาวะ และตามความสัมพันธ์สืบทอด แห่งเหตุปัจจัย โดยไม่เอาความรู้สึกด้วยตัณหาอุปาทานของตนเข้าจับ
โยนิโสมนสิการเป็นองค์ประกอบภายในที่ต้องพัฒนาขึ้นเอง แม้คบกัลยาณมิตรแล้วถ้าปราศจากโยนิโสมนสิการก็ไม่อาจเกิดปัญญาพ้นจากอวิชชาได้ โยนิโสมนสิการไม่ใช่ตัวปัญญาเองแต่เป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา
ความคิดปรุงแต่งคือ อภิสังขาร มี ๓ อย่างคือ
๑) ปุญญาภิสังขาร คือ การปรุงแต่งดีเป็นบุญ เป็นความสุขสร้างสรรค์ เป็นโยนิโสมนสิการ
๒) อปุญญาภิสังขาร คือ การปรุงแต่งไม่ดี เป็นบาปเป็นทุกข์ เป็น อโยนิโสมนสิการ
๓) อเนญชาภิสังขาร คือ การปรุงแต่งสูงสุดที่ประณีตขึ้น ได้แก่สมาธิขั้นอรูปฌาน มีความสุขติดเพลินในความสุขนั้น ซึ่งไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ และไม่เป็นโยนิโสมนสิการ แต่หากไม่ติดเพลินสามารถใช้ปัญญาพิจารณาเป็นบาทฐานเจริญสติต่อเป็นวิปัสสนา ให้บรรลุธรรมพ้นทุกข์ได้
เอกนิบาต : “เมื่อบุคคลใดใส่ใจโดยแยบคาย กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไป”
คำถามที่ ๑๖
ถาม : ปัญญาเกิดขึ้นได้อย่างไร
ตอบ : ปัญญาเกิดได้ ๓ ทาง คือ
๑) สุตะมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง (การศึกษาเล่าเรียน)
๒) จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา
๓) ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการเจริญภาวนา ฝึกอบรมเจริญปัญญามี ๒ อย่าง คือ สมถภาวนาฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ ๑ และวิปัสสนาภาวนา ฝึกอบรมให้เกิดความรู้ความเข้าใจตามความเป็นจริง ๑ (หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า จิตตภาวนา ๑ และปัญญาภาวนา ๑)
ปัญญา ๓ ประเภท แบ่งโดยปัญญินทรีย์เจตสิก ได้แก่
- กัมมัสสกตาปัญญา (ปัญญาที่รู้เรื่องกรรม ๑)
- วิปัสสนาปัญญา (ปัญญาที่รู้เรื่องวิปัสสนา ๑)
- โลกุตตรปัญญา (ปัญญาที่รู้เรื่องอริยสัจสี่ ๑)
คำถามที่ ๑๗
ถาม : ธรรมะขั้นสูงข้อหนึ่งสอนให้รู้จักปล่อยวางนั้น เข้าใจว่าไม่ต้องทำอะไรเลยใช่หรือไม่
ตอบ : การปล่อยวาง คือ การให้รู้จักสอนใจตนเอง ไม่ให้กลัดกลุ้มวุ่นวาย ให้รู้จักคลาย ความเครียด ความฟุ้งซ่าน ให้รู้จักเท่าทันความจริง (สัจจะ ๔) แห่งชีวิต มิใช่ปล่อยวางโดยไม่ทำอะไรเลย การไม่ยอมทำหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ เป็นการปล่อยปละละเลย เป็นการปล่อยวางที่ผิดก่อให้เกิดความเสียหาย
คำถามที่ ๑๘
ถาม : อยากทราบว่าพระพุทธศาสนาสอนเรื่องปัญญาไว้อย่างไร
ตอบ : ปัญญาในพระพุทธศาสนามีหลายระดับ จากระดับต้นไปจนถึงระดับสูง ดังนี้
๑. สุตะมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง (การศึกษาเล่าเรียน)
๒. จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา
๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการเจริญภาวนา
๔. อายะโกศล ปัญญาฉลาดสร้างความเจริญ
๕. อบายะโกศล ปัญญาฉลาดเลี่ยงความเสื่อม
๖. อุบายะโกศล ปัญญาฉลาดสร้างความเจริญ และเลี่ยงความเสื่อม
๗. อุทยัพพยปัญญา ปัญญาวิปัสสนาญาณ เห็นความเกิดดับของรูปนาม
๘. สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอริยมรรค ฯลฯ
เรื่องญาณ (ปัญญา) ๗๓ ประการ เป็นญาณทั่วไปของพระสาวก ๖๗ ประการ ส่วนอีก ๖ประการมีเฉพาะในพระพุทธเจ้าเท่านั้น (หาอ่านได้จากพระสุตตันตปิฎก ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค)
คำถามที่ ๑๙
ถาม : ที่กล่าวว่าพระพุทธองค์ทรงย่อโลกให้มาอยู่ที่ตัวเรา หมายความว่าอย่างไร
ตอบ : ทรงให้พิจารณาทวารทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์หก คือ รูป กลิ่น รส สัมผัส และธัมมารมณ์ เมื่อเกิดกระทบกัน เกิดผัสสะและเวทนา ทำให้เกิดความ ยินดียินร้าย ถ้าหากไม่รู้จัก โยนิโสมนสิการให้แยบคายแล้ว จะตกเป็นทาสแห่งอารมณ์ไปตามกระแสโลก เกิดทุกข์โทษได้ จึงสอนให้รู้เท่าทันโลก รู้กฎแห่งสามัญลักษณะว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
พระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ในโลหิตัสสสูตร “เราบัญญัติเรียกว่า “โลก” เหตุให้เกิดโลก การดับของโลก และทางให้ถึงความดับโลก ในสรีระร่างกาย อันมีความยาวประมาณ วาหนึ่งนั้น ที่มีพร้อมทั้งสัญญาและใจครองอยู่”
คำถามที่ ๒๐
ถาม : ที่กล่าวว่าไม่ให้ยึดติดทั้งดีและเลวนั้นหมายความว่าอย่างไร
ตอบ : อุปมาเปรียบเหมือนแพ อันบุคคลอาศัยแพ (ความดี, บุญกุศล) ข้ามน้ำ (วัฏสงสาร) ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องแบกแพขึ้นฝั่ง (พระนิพพาน)
คำถามที่ ๒๑
ถาม : อะไรเป็นเหตุให้เกิดภพเกิดชาติไม่มีจบหรือสิ้นสุดของวัฏสงสาร
ตอบ : อุปธิ คือกิเลส กิเลสทำให้เกิดโมหะ ความโง่ คืออวิชชา ทำให้เกิดชาติ อันไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลาย วนเวียนเป็นวัฏฏะ ทางแก้คือดับอวิชชา คือทำวิชชาให้เกิด วิชชาคือปัญญารู้แจ้ง แก้ข้อสงสัยในโลกทั้งปวง โลกคือสังขาร เกิดแล้วแปรปรวนเปลี่ยนแปลงสลายไป เมื่อรู้ก็ไม่ยึดถืออดีตไม่ยึดอนาคต ไม่ยึดว่าเป็น เราเป็นเขา สัตว์ บุคคล ฯลฯ ก็จะไม่ต้องถามหาภพชาติต่อไป
คำถามที่ ๒๒
ถาม : ปฏิจจสมุปบาท คืออะไร
ตอบ : ปฏิจจสมุปบาท คือธรรมที่เป็นสภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น สิ่งที่อาศัยปัจจัยต่อเนื่อง กันมา มีองค์คือหัวข้อ ๑๒ ประการ ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ
ปฏิจจสมุปบาท เป็นห่วงโซ่ต่อเนื่องกัน เป็นเหตุให้สัตว์โลกเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารเป็นทุกข์ การตัดห่วงโซ่ใดห่วงโซ่หนึ่งได้ก็จะเป็นการพ้นทุกข์ได้ การตัดคือการทำอวิชชาให้หมดไป ทำวิชชาให้เกิดปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง
คำถามที่ ๒๓
ถาม : เหตุการณ์ธรณีพิบัติ (เกิดแผ่นดินไหวคลื่นใต้น้ำ สึนามิ) เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ปรากฎว่ามีประเทศที่ได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก เป็นแสน จึงสงสัยว่าชาวต่างชาติและประเทศต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย ต้องมาตาย พร้อมๆ กัน เพราะเหตุใด
ตอบ : พระพุทธศาสนาสอนว่า “สัตว์โลกมีกรรมเป็นของๆ ตน ใครทำกรรมอันใดไว้ จะดีหรือชั่วก็ตาม ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น” พระไตรปิฎก พระสุตตันปิฎก ได้แสดงไว้ ตอนหนึ่งว่า “พระเจ้าวิทูฑภ กษัตริย์แห่งแคว้นโกศล กลับจากการทำสงครามล้างแค้น นครกบิลพัสดุ์ ญาติข้างพระนางวาสภขัตติยาพระมารดา กลับแวะพักทัพที่ริมฝั่งแม่น้ำ อจิรวดี ตกกลางคืนน้ำได้ไหลบ่ามากวาดเอาทหารทั้งกองทัพ รวมทั้งพระเจ้าวิทูฑภจมหายไปกับสายน้ำ”
พระพุทธองค์ทรงตรัสเล่าว่า เป็นเพราะกรรมในอดีตชาติ ที่เขาเหล่านั้นได้ร่วมกันทำปาณาติบาตใช้ยาพิษเบื่อปลาตายมากมาย นี่แสดงให้เห็น โทษว่า ไม่มีอะไรจะยุติธรรมเท่ากับกรรมที่ทำไว้ ไม่มีใครจะสร้างความเดือดร้อนให้ กับเราได้ นอกจากตัวเรา เรื่องกฎแห่งกรรมนี้เป็นอจินไตย
ภัยแผ่นดินไหวเป็นภัยภายนอกยังน่ากลัว แต่ภัยภายในอันเกิดจากผัสสะและเวทนา ทางทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หากไม่สำรวมระวังปล่อยให้ไหวไปตามอารมณ์ เป็นภัยที่น่ากลัวยิ่งกว่าเพราะทำให้ก่อภพก่อชาติ เวียนว่ายเป็นวัฏฏะ เป็นทุกข์อันไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายหาที่จบมิได้
คำถามที่ ๒๔
ถาม : การจะจูงคนให้เกิดศรัทธาเข้าหาพระพุทธศาสนา เพื่อถือศีล ปฏิบัติธรรมเป็น เรื่องยากยิ่ง เป็นเพราะเหตุใด บางคนไม่สนใจท่าเดียวจะทำอย่างไร
ตอบ : การเกิดมาของคนแต่ละคนมีอุปนิสัยปัจจัยที่แตกต่างกัน บางคนชอบให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา บางคนชอบทำแต่บุญทานอย่างเดียว บางคนไม่ชอบทำบุญทาน เลย ฯลฯ นั่นเพราะในอดีตชาติทำมา เมื่อเกิดมาในชาตินี้ปัจจัยใหม่ในชาตินี้ ที่จะเกื้อกูล ได้แก่กัลยาณมิตร คือได้คบมิตรดีแนะนำสิ่งมีประโยชน์ อยู่ในถิ่นฐานที่มีพระพุทธศาสนา ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ เป็นต้น
ส่วนคนที่มีโทวจัสสตา เป็นคนว่านอนสอนยากแนะนำยาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชักสะพานเสียคือไม่ทรงสั่งสอน เพราะแม้บัณฑิตจะเข้าไปนั่งใกล้คนพาลจนตลอดชีวิตก็ไม่รู้แจ้งเรื่องธรรม คนพาลนั้นเปรียบเหมือนทัพพีที่ไม่รู้รสแกง, บัวในตม ถ้าแผ่เมตตามีกรุณาแล้วไม่สำเร็จ ก็คงต้องวางอุเบกขาว่าสัตว์โลกมีกรรมเป็นของของตน
คำถามที่ ๒๕
ถาม : คำว่าสังสารวัฏ หมายความว่าอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะซาบซึ้งถึงโทษภัยของ สังสารวัฏ
ตอบ : สังสารวัฏคือภพที่เวียนว่ายตายเกิด การเกิดตายของสัตว์คือทุกข์ พวกเราทุกคนเกิดมาหลายภพหลายชาติแล้ว แต่มีอวิชชาปิดบังจึงจำไม่ได้ ทำให้มี ความคิดเห็นผิด เห็นของไม่งามว่างาม เห็นของไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นทุกข์ว่าเป็นสุข เห็นความไม่มีตัวตนว่าเป็นตัวตน ตามปกติจิตใจคนเราย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำ จึงต้องทวนกระแสจิตกระแสโลก “ราตรีของผู้ตื่นนาน โยชน์ของผู้เมื่อยล้ายาว สังสารวัฏของผู้ไม่รู้สัทธรรม แสนจะยาวนานยิ่งนัก” (พระพุทธวจนะ)
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ข้อเวียนว่ายตายเกิด “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเสมือนท่อนไม้ที่โยนขึ้นไปในอากาศ บางครั้งก็ตกลงทางโคน บางครั้งก็ตกลง ทางกลาง บางครั้งก็ตกลงทางปลาย สัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกมัด วิ่งไปท่องเที่ยวไป บางครั้งก็ไปสู่โลกอื่นเมื่อจากโลกนี้ บางครั้งก็มาสู่โลกนี้จากโลกอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสาร (การเวียนว่ายตายเกิด) นี้มีที่สุดอันตามไปไม่พบ ไม่ปรากฏเงื่อนเบื้องต้นเงื่อนเบื้องปลายของสัตว์ผู้มีอวิชชา เป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกมัด วิ่งไปท่องเที่ยวไปอยู่ควรพึงจะเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในสังขารทั้งปวง ควรจะพ้นไปเสีย” (พระพุทธวจนะ)
ธรรมอันเป็นกำลังคือ
พละธรรม ๕ ประการ คือ ๑) สัทธา ๒) วิริยะ ๓) สติ ๔) สมาธิ ๕) ปัญญา
สัทธา ๔ คือ ๑) กัมมสัทธา (เชื่อกรรม) ๒) วิปากสัทธา (เชื่อผลของกรรม) ๓) กัมมัสสกตาสัทธา (เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ๔) ตถาคตโพธิสัทธา (เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต)
ถาม : ทางโลกกล่าวว่า คนยุคปัจจุบันต้องคิดเป็น ทางพระพุทธศาสนาอธิบายเรื่องนี้ว่า อย่างไร
ตอบ : คิดเป็นทางธรรมคือการทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย นั่นคือ “โยนิโสมนสิการ” ที่เป็นไปในทวารทั้ง ๖ ได้แก่ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้รู้เท่าทันอารมณ์ ไม่ยินดียินร้าย หรือชอบชังไปตามอารมณ์เมื่อเห็นรูป ได้ยินเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัส และคิดนึกแต่ในแง่ดีสิ่งที่ดี รู้จักต้อนรับอารมณ์ด้วยธรรมปฏิสันถาร คือต้อนรับอารมณ์ด้วยโยนิโสมนสิการ ถ้ามีปัญญาก็คิดเป็นโยนิโสมนสิการ ถ้าไม่มีปัญญาก็คิดไม่เป็น อโยนิโสมนสิการ
ส่วนคำว่าคิดเป็นทางโลกคือ รู้จักแสวงหาทรัพย์ ลาภ ยศ สรรเสริญ และความสุข คิดในทางรักษาตัวรอด บางครั้งก็ถึงกับต้องดิ้นรนแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันซึ่งเป็นกิเลสอกุศล
คำถามที่ ๑๕
ถาม : ขอให้อธิบายคำว่า “โยนิโสมนสิการ”
ตอบ : โยนิโสมนสิการ แปลว่า กระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย คือคิดเป็นคิดเชิง ปัญญา พิจารณาสืบสาวหาเหตุปัจจัย รู้จักคิดให้เป็นคิดถึงสภาพของจิตตน แยกแยะกุศล อกุศล ผลดีผลร้ายตรวจสอบสืบค้นสาวหาความจริง ถ้าระดับปุถุชนก็คงต้องอาศัย “ปรโตโฆสะ” คือคำบอกเล่า แนะนำ สั่งสอน ชักจูง จากกัลยาณมิตรมาประกอบ เพื่อให้เกิดกำลังมีโยนิโสมนสิการ (แต่ต้องไม่ใช่การคิดปรุงแต่งด้วยการยินดียินร้าย เป็นไปในทางทวารทั้งหกและล่วงล้ำ เลยไปเป็นเวทนาไปสู่สังขาร การปรุงแต่งจนเกิดตัณหาเกิดทุกข์โทษไม่เกิดปัญญา) โยนิโสมนสิการที่ถูกจะเกิดโสมนัสเวทนาเป็นมหากุศล
โยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาธรรม พิจารณาสิ่งทั้งหลายโดยมองตามสิ่งนั้นๆตามที่มันเป็นของมัน และคิดหาเหตุผลสืบค้นต้นเค้าสืบสาวให้ตลอดสาย แยกแยะสิ่งนั้นๆหรือปัญหานั้นๆออกให้เห็นตามสภาวะ และตามความสัมพันธ์สืบทอด แห่งเหตุปัจจัย โดยไม่เอาความรู้สึกด้วยตัณหาอุปาทานของตนเข้าจับ
โยนิโสมนสิการเป็นองค์ประกอบภายในที่ต้องพัฒนาขึ้นเอง แม้คบกัลยาณมิตรแล้วถ้าปราศจากโยนิโสมนสิการก็ไม่อาจเกิดปัญญาพ้นจากอวิชชาได้ โยนิโสมนสิการไม่ใช่ตัวปัญญาเองแต่เป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา
ความคิดปรุงแต่งคือ อภิสังขาร มี ๓ อย่างคือ
๑) ปุญญาภิสังขาร คือ การปรุงแต่งดีเป็นบุญ เป็นความสุขสร้างสรรค์ เป็นโยนิโสมนสิการ
๒) อปุญญาภิสังขาร คือ การปรุงแต่งไม่ดี เป็นบาปเป็นทุกข์ เป็น อโยนิโสมนสิการ
๓) อเนญชาภิสังขาร คือ การปรุงแต่งสูงสุดที่ประณีตขึ้น ได้แก่สมาธิขั้นอรูปฌาน มีความสุขติดเพลินในความสุขนั้น ซึ่งไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ และไม่เป็นโยนิโสมนสิการ แต่หากไม่ติดเพลินสามารถใช้ปัญญาพิจารณาเป็นบาทฐานเจริญสติต่อเป็นวิปัสสนา ให้บรรลุธรรมพ้นทุกข์ได้
เอกนิบาต : “เมื่อบุคคลใดใส่ใจโดยแยบคาย กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไป”
คำถามที่ ๑๖
ถาม : ปัญญาเกิดขึ้นได้อย่างไร
ตอบ : ปัญญาเกิดได้ ๓ ทาง คือ
๑) สุตะมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง (การศึกษาเล่าเรียน)
๒) จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา
๓) ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการเจริญภาวนา ฝึกอบรมเจริญปัญญามี ๒ อย่าง คือ สมถภาวนาฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ ๑ และวิปัสสนาภาวนา ฝึกอบรมให้เกิดความรู้ความเข้าใจตามความเป็นจริง ๑ (หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า จิตตภาวนา ๑ และปัญญาภาวนา ๑)
ปัญญา ๓ ประเภท แบ่งโดยปัญญินทรีย์เจตสิก ได้แก่
- กัมมัสสกตาปัญญา (ปัญญาที่รู้เรื่องกรรม ๑)
- วิปัสสนาปัญญา (ปัญญาที่รู้เรื่องวิปัสสนา ๑)
- โลกุตตรปัญญา (ปัญญาที่รู้เรื่องอริยสัจสี่ ๑)
คำถามที่ ๑๗
ถาม : ธรรมะขั้นสูงข้อหนึ่งสอนให้รู้จักปล่อยวางนั้น เข้าใจว่าไม่ต้องทำอะไรเลยใช่หรือไม่
ตอบ : การปล่อยวาง คือ การให้รู้จักสอนใจตนเอง ไม่ให้กลัดกลุ้มวุ่นวาย ให้รู้จักคลาย ความเครียด ความฟุ้งซ่าน ให้รู้จักเท่าทันความจริง (สัจจะ ๔) แห่งชีวิต มิใช่ปล่อยวางโดยไม่ทำอะไรเลย การไม่ยอมทำหน้าที่การงานที่รับผิดชอบ เป็นการปล่อยปละละเลย เป็นการปล่อยวางที่ผิดก่อให้เกิดความเสียหาย
คำถามที่ ๑๘
ถาม : อยากทราบว่าพระพุทธศาสนาสอนเรื่องปัญญาไว้อย่างไร
ตอบ : ปัญญาในพระพุทธศาสนามีหลายระดับ จากระดับต้นไปจนถึงระดับสูง ดังนี้
๑. สุตะมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง (การศึกษาเล่าเรียน)
๒. จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา
๓. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการเจริญภาวนา
๔. อายะโกศล ปัญญาฉลาดสร้างความเจริญ
๕. อบายะโกศล ปัญญาฉลาดเลี่ยงความเสื่อม
๖. อุบายะโกศล ปัญญาฉลาดสร้างความเจริญ และเลี่ยงความเสื่อม
๗. อุทยัพพยปัญญา ปัญญาวิปัสสนาญาณ เห็นความเกิดดับของรูปนาม
๘. สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอริยมรรค ฯลฯ
เรื่องญาณ (ปัญญา) ๗๓ ประการ เป็นญาณทั่วไปของพระสาวก ๖๗ ประการ ส่วนอีก ๖ประการมีเฉพาะในพระพุทธเจ้าเท่านั้น (หาอ่านได้จากพระสุตตันตปิฎก ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค)
คำถามที่ ๑๙
ถาม : ที่กล่าวว่าพระพุทธองค์ทรงย่อโลกให้มาอยู่ที่ตัวเรา หมายความว่าอย่างไร
ตอบ : ทรงให้พิจารณาทวารทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์หก คือ รูป กลิ่น รส สัมผัส และธัมมารมณ์ เมื่อเกิดกระทบกัน เกิดผัสสะและเวทนา ทำให้เกิดความ ยินดียินร้าย ถ้าหากไม่รู้จัก โยนิโสมนสิการให้แยบคายแล้ว จะตกเป็นทาสแห่งอารมณ์ไปตามกระแสโลก เกิดทุกข์โทษได้ จึงสอนให้รู้เท่าทันโลก รู้กฎแห่งสามัญลักษณะว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
พระพุทธองค์ ทรงตรัสไว้ในโลหิตัสสสูตร “เราบัญญัติเรียกว่า “โลก” เหตุให้เกิดโลก การดับของโลก และทางให้ถึงความดับโลก ในสรีระร่างกาย อันมีความยาวประมาณ วาหนึ่งนั้น ที่มีพร้อมทั้งสัญญาและใจครองอยู่”
คำถามที่ ๒๐
ถาม : ที่กล่าวว่าไม่ให้ยึดติดทั้งดีและเลวนั้นหมายความว่าอย่างไร
ตอบ : อุปมาเปรียบเหมือนแพ อันบุคคลอาศัยแพ (ความดี, บุญกุศล) ข้ามน้ำ (วัฏสงสาร) ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องแบกแพขึ้นฝั่ง (พระนิพพาน)
คำถามที่ ๒๑
ถาม : อะไรเป็นเหตุให้เกิดภพเกิดชาติไม่มีจบหรือสิ้นสุดของวัฏสงสาร
ตอบ : อุปธิ คือกิเลส กิเลสทำให้เกิดโมหะ ความโง่ คืออวิชชา ทำให้เกิดชาติ อันไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลาย วนเวียนเป็นวัฏฏะ ทางแก้คือดับอวิชชา คือทำวิชชาให้เกิด วิชชาคือปัญญารู้แจ้ง แก้ข้อสงสัยในโลกทั้งปวง โลกคือสังขาร เกิดแล้วแปรปรวนเปลี่ยนแปลงสลายไป เมื่อรู้ก็ไม่ยึดถืออดีตไม่ยึดอนาคต ไม่ยึดว่าเป็น เราเป็นเขา สัตว์ บุคคล ฯลฯ ก็จะไม่ต้องถามหาภพชาติต่อไป
คำถามที่ ๒๒
ถาม : ปฏิจจสมุปบาท คืออะไร
ตอบ : ปฏิจจสมุปบาท คือธรรมที่เป็นสภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น สิ่งที่อาศัยปัจจัยต่อเนื่อง กันมา มีองค์คือหัวข้อ ๑๒ ประการ ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ
ปฏิจจสมุปบาท เป็นห่วงโซ่ต่อเนื่องกัน เป็นเหตุให้สัตว์โลกเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารเป็นทุกข์ การตัดห่วงโซ่ใดห่วงโซ่หนึ่งได้ก็จะเป็นการพ้นทุกข์ได้ การตัดคือการทำอวิชชาให้หมดไป ทำวิชชาให้เกิดปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง
คำถามที่ ๒๓
ถาม : เหตุการณ์ธรณีพิบัติ (เกิดแผ่นดินไหวคลื่นใต้น้ำ สึนามิ) เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ปรากฎว่ามีประเทศที่ได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก เป็นแสน จึงสงสัยว่าชาวต่างชาติและประเทศต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย ต้องมาตาย พร้อมๆ กัน เพราะเหตุใด
ตอบ : พระพุทธศาสนาสอนว่า “สัตว์โลกมีกรรมเป็นของๆ ตน ใครทำกรรมอันใดไว้ จะดีหรือชั่วก็ตาม ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น” พระไตรปิฎก พระสุตตันปิฎก ได้แสดงไว้ ตอนหนึ่งว่า “พระเจ้าวิทูฑภ กษัตริย์แห่งแคว้นโกศล กลับจากการทำสงครามล้างแค้น นครกบิลพัสดุ์ ญาติข้างพระนางวาสภขัตติยาพระมารดา กลับแวะพักทัพที่ริมฝั่งแม่น้ำ อจิรวดี ตกกลางคืนน้ำได้ไหลบ่ามากวาดเอาทหารทั้งกองทัพ รวมทั้งพระเจ้าวิทูฑภจมหายไปกับสายน้ำ”
พระพุทธองค์ทรงตรัสเล่าว่า เป็นเพราะกรรมในอดีตชาติ ที่เขาเหล่านั้นได้ร่วมกันทำปาณาติบาตใช้ยาพิษเบื่อปลาตายมากมาย นี่แสดงให้เห็น โทษว่า ไม่มีอะไรจะยุติธรรมเท่ากับกรรมที่ทำไว้ ไม่มีใครจะสร้างความเดือดร้อนให้ กับเราได้ นอกจากตัวเรา เรื่องกฎแห่งกรรมนี้เป็นอจินไตย
ภัยแผ่นดินไหวเป็นภัยภายนอกยังน่ากลัว แต่ภัยภายในอันเกิดจากผัสสะและเวทนา ทางทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หากไม่สำรวมระวังปล่อยให้ไหวไปตามอารมณ์ เป็นภัยที่น่ากลัวยิ่งกว่าเพราะทำให้ก่อภพก่อชาติ เวียนว่ายเป็นวัฏฏะ เป็นทุกข์อันไม่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายหาที่จบมิได้
คำถามที่ ๒๔
ถาม : การจะจูงคนให้เกิดศรัทธาเข้าหาพระพุทธศาสนา เพื่อถือศีล ปฏิบัติธรรมเป็น เรื่องยากยิ่ง เป็นเพราะเหตุใด บางคนไม่สนใจท่าเดียวจะทำอย่างไร
ตอบ : การเกิดมาของคนแต่ละคนมีอุปนิสัยปัจจัยที่แตกต่างกัน บางคนชอบให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา บางคนชอบทำแต่บุญทานอย่างเดียว บางคนไม่ชอบทำบุญทาน เลย ฯลฯ นั่นเพราะในอดีตชาติทำมา เมื่อเกิดมาในชาตินี้ปัจจัยใหม่ในชาตินี้ ที่จะเกื้อกูล ได้แก่กัลยาณมิตร คือได้คบมิตรดีแนะนำสิ่งมีประโยชน์ อยู่ในถิ่นฐานที่มีพระพุทธศาสนา ได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ เป็นต้น
ส่วนคนที่มีโทวจัสสตา เป็นคนว่านอนสอนยากแนะนำยาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชักสะพานเสียคือไม่ทรงสั่งสอน เพราะแม้บัณฑิตจะเข้าไปนั่งใกล้คนพาลจนตลอดชีวิตก็ไม่รู้แจ้งเรื่องธรรม คนพาลนั้นเปรียบเหมือนทัพพีที่ไม่รู้รสแกง, บัวในตม ถ้าแผ่เมตตามีกรุณาแล้วไม่สำเร็จ ก็คงต้องวางอุเบกขาว่าสัตว์โลกมีกรรมเป็นของของตน
คำถามที่ ๒๕
ถาม : คำว่าสังสารวัฏ หมายความว่าอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะซาบซึ้งถึงโทษภัยของ สังสารวัฏ
ตอบ : สังสารวัฏคือภพที่เวียนว่ายตายเกิด การเกิดตายของสัตว์คือทุกข์ พวกเราทุกคนเกิดมาหลายภพหลายชาติแล้ว แต่มีอวิชชาปิดบังจึงจำไม่ได้ ทำให้มี ความคิดเห็นผิด เห็นของไม่งามว่างาม เห็นของไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นทุกข์ว่าเป็นสุข เห็นความไม่มีตัวตนว่าเป็นตัวตน ตามปกติจิตใจคนเราย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำ จึงต้องทวนกระแสจิตกระแสโลก “ราตรีของผู้ตื่นนาน โยชน์ของผู้เมื่อยล้ายาว สังสารวัฏของผู้ไม่รู้สัทธรรม แสนจะยาวนานยิ่งนัก” (พระพุทธวจนะ)
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ข้อเวียนว่ายตายเกิด “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเสมือนท่อนไม้ที่โยนขึ้นไปในอากาศ บางครั้งก็ตกลงทางโคน บางครั้งก็ตกลง ทางกลาง บางครั้งก็ตกลงทางปลาย สัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกมัด วิ่งไปท่องเที่ยวไป บางครั้งก็ไปสู่โลกอื่นเมื่อจากโลกนี้ บางครั้งก็มาสู่โลกนี้จากโลกอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสาร (การเวียนว่ายตายเกิด) นี้มีที่สุดอันตามไปไม่พบ ไม่ปรากฏเงื่อนเบื้องต้นเงื่อนเบื้องปลายของสัตว์ผู้มีอวิชชา เป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกมัด วิ่งไปท่องเที่ยวไปอยู่ควรพึงจะเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในสังขารทั้งปวง ควรจะพ้นไปเสีย” (พระพุทธวจนะ)
ธรรมอันเป็นกำลังคือ
พละธรรม ๕ ประการ คือ ๑) สัทธา ๒) วิริยะ ๓) สติ ๔) สมาธิ ๕) ปัญญา
สัทธา ๔ คือ ๑) กัมมสัทธา (เชื่อกรรม) ๒) วิปากสัทธา (เชื่อผลของกรรม) ๓) กัมมัสสกตาสัทธา (เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ๔) ตถาคตโพธิสัทธา (เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต)