สมมุติสัจจะ อยู่กับสิ่งสมมุติ
posted on 26 May 2008 17:21 by dhammaworld in buddha|
สมมุติสัจจะ อยู่กับสิ่งสมมุติิ
สิ่งทั้งหลายที่อยู่ในกายของเราไม่ว่าจะเป็น ขน ผม เล็บ ฟัน หนังไม่ใช่สภาวะ ที่เป็นของเรา มันเป็นสมมุติสัจจะ เป็นความจริงในสมมุติที่เกิดขึ้นมาก็โดยสมมุติ จนกระทั่งมีการ เปลี่ยนแปลงแตกสลายในที่สุด เรามีชีวิตอยู่ในโลกอย่างสมมุติ ก็ใช้สมมุติให้มันสมบูรณ์ แบบ ตามสภาวะผู้รับหน้าที่มีในสมมุติ เมื่อใช้จนเสร็จ หมดโอกาสที่จะใช้สมมุติแล้ว ครั้น มันสูญหายในสมมุตินั้นๆ ไม่ได้ในสมมุตินั้นๆ ไม่สมความปรารถนาในสมมุตินั้นๆ ความรู้สึกในใจก็ต้องวางเฉย ต้องมีอารมณ์ใจที่สบาย เบาโปร่ง เย็นสะอาด และสงบ มีความ รู้สึกเป็นสุข รู้สึกเฉยๆกับการมีชีวิต อยู่อย่างเป็นผู้ไม่ติดในสมมุติ เมื่อพวกเราทั้งหลาย สามารถทำตัวได้อย่างนี้ แค่นี้ก็สามารถพบพุทธะในจิต พุทธะ แปลว่าผู้ตื่นแล้ว ผู้เบิกบานแล้ว นี่ละกระมังที่ภาษาธรรมะ เขาเรียกว่า พระนิพพาน พวกเธอทั้งหลายก็จง ปฏิบัติลักษณะอย่างนี้ แค่นี้ไม่ยาก ความเย็นใจ ความสะอาดบริสุทธิ์ ความสบายทางใจก็ เกิดขึ้น ไม่ต้องรอชาตินั้นชาติไหน ไม่ต้องรอพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ทำวันนี้รู้วันนี้ ทำขณะนี้รู้ขณะนี้ แค่นี้ก็ถึงกระแสพระนิพพาน
เราทำหน้าที่ของเราในโลกนี้อย่างเป็นผู้ให้เกียรติในสมมุติ
แต่เราก็ไม่ติดใน สมมุติที่เกิด ไม่ผูกพันในสมมุติทั้งหลายเหล่านั้น
เราให้เกียรติในสมมุติ คือให้เกียรติว่า เวลานี้เราเป็นพ่อเป็นแม่
เป็นผู้นำครอบครัว เป็นผู้รับผิดชอบต่อชีวิตอื่นๆ เราก็ทำตาม
หน้าที่ของเรา เมื่อทำหน้าที่ของเรา ในขณะที่ทำแล้ว เกิดไม่สมบูรณ์
หน้าที่นั้นๆมี อาการผิดพลาด เราก็ไม่ต้องแสดงออกซึ่งอารมณ์การเสียใจ
เมื่อได้มาเราก็ไม่ต้อง แสดงออกซึ่งอารมณ์ความดีใจ
มีความรู้สึกทำไปตามหน้าที่ เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้
เราเกิดมาใช้หนี้เก่า เมื่อใช้หนี้เขาหมดไปจนสิ้นแล้ว ต่อไปเราก็หมดหนี้
เมื่อหมดหนี้ คนๆนั้น ก็จะเรียกตัวเองได้ว่าเป็นไท ไม่เป็นทาส
ต่อไปนี้เราก็ไม่ต้องใช้หนี้ใครอีก
เพราะฉะนั้น เราเกิดมาในปัจจุบันเป็นผู้ใช้หนี้ ก็รีบใช้ให้มันหมดไป
วิธีการใช้ ก็ทำตามหน้าที่ที่มีอยู่ มีชีวิตในปัจจุบันอย่างผู้มีอิสระ
มีการปฏิบัติอย่างผู้ที่ ไม่ยึดมั่น ไม่ติดในสิ่งทั้งหลาย ทำไปตามหน้าที่
กฏเกณฑ์และหลักการกติการของ สมมุติสัจจะที่เขาให้มา
แค่นี้เราก็จะมีชีวิตอยู่อย่างไม่โดนใครเขารังแก และไม่ต้อง
รังแกใครไม่ต้องเป็นทาสของใคร และเราก็เป็นไทแก่ตัวเอง
สามารถดำเนินชีวิตใน โลกนี้อย่างอิสระ สมบูรณ์พูนสุขและเสรีภาพ
นี่แหละเป็นเอกลักษณ์ เป็นสัจธรรมของ พระศาสนาและเป็นสิ่งที่พระศาสดาสอนไว้ |
| พวกเราทั้งหลายต้องใช้ปัญญา ต้องใช้ความพิจารณา โดยเฉพาะหลักกติกาของ ธรรมชาติที่มันเกิดขึ้นในรอบกายเราให้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีชีวิตอยู่ทุก วันด้วยใจ ว่าง สว่างและสงบ ทำงานตามภาระหน้าที่ ที่เรามี เกิดมาเพื่อใช้หนี้ คนเป็นหนี้ รู้ตัวว่าเป็น หนี้ ในขณะที่ใช้หนี้ก็อย่าไปสร้างหนี้ใหม่และก็พยายามอบรม สะสมทรัพย์สมบัติ เพื่อเราจะได้ ไม่ต้องเป็นหนี้ต่อไป ทรัพย์สมบัติที่เราสามารถ นำติดตัวไปได้ เมื่อถึงเวลาที่ เราตายแล้วมีอยู่ 2 อย่างคือ ความดีกับความชั่ว ทำไมจึงเรียกความดีและความชั่วว่า เป็น ทรัพย์สมบัติ ที่สัตว์ทั้งหลายสามารถ นำติดตัวเอาไปได้เมื่อตายแล้ว เพราะว่าทรัพย์ทั้ง 2 อย่างนี้มันสามารถ ที่จะทำให้ผู้เป็นเจ้าของ มีสภาพความเป็นอยู่ของชีวิต ดี ชั่ว ละเอียด หยาบ สุขและทุกข์ ตามลักษณะของทรัพย์นั้นๆ เช่น ถ้าเป็นความดี ก็จะให้ชีวิตของสัตว์นั้นๆ มีความเป็น อยู่ที่ดี ปราณีตละเอียดอ่อนและเป็นสุข แต่หากว่าทรัพย์นั้นจัดอยู่ในประเภทของ ความชั่ว ชีวิตและความเป็นอยู่ของสัตว์เหล่านั้น ก็จะประสบแต่สิ่งที่เป็นความ ทุกข์ทรมาณ ทนได้ยาก ฉะนั้นสัตว์และบุคคลที่ฉลาดจะต้องเลือกแต่ทรัพย์ที่ประเสริฐ ดีเลิศงามพร้อม นั่นคือทรัพย์เป็นความดี ซึ่งฉันเรียกว่า อริยทรัพย์ เพราะเป็นทรัพย์อัน ประเสริฐที่บังเกิด ด้วยตนเอง และผู้อื่นก็ไม่สามารถจะมาแก่งแย่งชิงเอาไปได้ ทั้งยังติดตามตนไปใช้ไม่ รู้จักหมด ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ด้วยเรื่องของอริยทรัพย์นี้ องค์สมเด็จพระชิณสีห์ยังได้ ทรงสรุปรวมยอดลงในธรรมทั้งแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ยังมีคำสอนต่อไปว่า เธอทั้งหลายจงทำใจให้สะอาด สว่าง สงบเป็นผู้อยู่ในโลกอย่าง เป็นผู้ไม่ติดในสิ่งใดๆ ไม่ติด แม้กระทั่งตัวอริยทรัพย์ เมื่อไม่มีอะไรจะติด สุดท้ายก็สามารถที่จะอยู่เหนืออารมณ์ เหนือกฏเกณฑ์ เหนือโลก และเหนือธรรมชาติ เมื่อเป็นผู้อยู่เหนือทุกอย่างแล้ว ก็ สามารถจะใช้ชีวิตในโลกได้อย่างเป็นอิสระและสุขใจ ทุกๆสถานที่ ทั้งยังอยู่ได้ด้วยความเป็น ไทไม่เป็นทาส |
| คงจะเป็นเพราะเหตุนี้กระมังที่พระประทีปแก้ว จึงตรัสว่า เราคือโลก โลกคือเรา เราคือจิต จิตคือเรา แล้วเราก็เป็นผู้ยืนอยู่เหนือโลกเป็นผู้ชนะโลก ชนะทุกๆสิ่งที่มีและ เกิดขึ้นในโลก นั้นคือ อารมณ์ อารมณ์จะไป อารมณ์จะมา อารมณ์แห่งราคะ โทสะ โมหะ อารมณ์ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่เราทั้งหลายชอบที่จะเปิดประตูหน้าต่าง เปิดโอกาสให้อารมณ์ เหล่านั้นเข้ามาเป็นเจ้าของชีวิต เข้ามาเป็นตัวบัญญัติทำให้เกิด ความสุข และความทุกข์ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วต้องเพียรพยายามที่จะระวังป้องกันมิให้ อารมณ์ เหล่านั้นเข้ามายึดครองเป็นนายของเรา ครั้นเราสามารถที่จะระแวดระวังไม่ให ้อารมณ์ทั้ง ดีและไม่ดีทั้งปวงเข้ามาเป็นนายของเราได้แล้ว เราก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ใน โลกอย่างมีชัยชนะ เป็นอิสระ พบความสุข หมดทุกข์ทั้งกายและใจ เช่นนี้จึงจะใช้คำพูด ได้เต็มปากว่า เราคือโลก โลกคือเรา เราคือจิต จิตคือเรา เพราะสภาวะของโลกและจิต มิได้มีความสุข ความทุกข์ไปกับอารมณ์ต่างๆที่มารบกวนวุ่นวาย |
|
พวกเราทั้งหลายพากันเกลียดกลัวความทุกข์ ซึ่งเก็บอัดความทุกข์ไว้ข้างใน เพราะการไม่รู้จักระวังอารมณ์ เมื่อไม่ระวังผลก็ออกมาคือมันต้องทุกข์ ทำไมจะไม่ทุกข์ เป็นเพราะเราพากันไปเก็บและแบกความทุกข์ทั้งหลายเหล่านั้น ไว้เสียเต็มบ่า ฉะนั้นถ้ารู้จักวางภาระ รู้จักวางหน้าที่ และไม่ยึดในอารมณ์ รู้จักทำใจให้สบาย ให้ว่าง สว่าง สะอาด และสงบ เราก็จะเป็นผู้ที่สามารถจะพ้นทุกข์ได้ด้วยการไม่ยึด
**************** จาก หนังสือ ธรรมชาติแห่งพุทธะอิสระ |
edit @ 26 May 2008 17:25:26 by DhammaWorld
#1 By ภัทร วีระ on 2008-05-26 17:46