เบื่อโลก...!

posted on 15 Jun 2008 12:24 by dhammaworld  in buddha
เบื่อโลก...!

ที่ต้องจั่วหัวว่า ‘ เบื่อโลก ก็เพราะประโยคนี้นั้นหากแม้แปลความตามนัยของโลกและธรรม นั้นต่างกัน ซึ่งอาจทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมเกิดความไขว้เขวได้การศึกษาทางพุทธศาสนาโดย ปกติถ้าเข้า ใจลึกซึ้ง ก็จะทำให้เบื่อโลกแต่คำว่าเบื่อโลกนี้มิได้หมายความว่าจิตใจของผู้ปฏิบัติธรรมเป็นทุกข์...   หรือเกิด ความเบื่อจนทำให้เป็นคนไม่คิดทำอะไรตามสำนวนภาษาไทยที่ว่า ‘ ทอดมือทอดตีน ’ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นการเบื่อที่เรียกว่า ‘ นิพพิทา ’จะทำให้จิตใจเบิกบาน มีสติแจ่มใส รู้เหตุรู้ผล รู้มายาของโลกด้วยปัญญาธรรม

คนที่ศึกษาธรรมแล้วบอกว่า ‘เบื่อโลก’ นั้น ต้องพิจารณาให้ละเอียดว่า เบื่อโลกในความหมายของตนนั้นเป็นอย่างไร เพราะส่วนมากไม่ได้เบื่อจริง ๆ จากการเกิดปัญญา หากเบื่อเพราะมีความกดดัน อยากได้อะไร อยากเป็นอะไร อยากมีอะไรก็ไม่สมความปรารถนา มีแต่ความผิดหวังบ่อย ๆ สำหรับคนประเภทนี้เมื่อหันมาศึกษาธรรม มักจะทำให้เบื่อโลกได้ง่าย...

เบื่ออย่างนี้ไม่เรียกว่า ‘ นิพพิทา ’ แต่เป็น ‘ อรติ ’ ซึ่งเป็นกิเลสประเภทหนึ่ง... ตรงนี้จึงโปรดได้ตระหนักให้ดีว่า การซึ้งในธรรมแล้วเบื่อโลก ต้องเป็นการเบื่อโลกที่ถูกต้อง ไม่ใช่เบื่อเพราะความกดดัน คนเบื่อโลกโดยธรรมจะสังเกตได้ง่าย เป็นคนที่เข้าสมาธิได้ง่าย จิตใจผ่องใสเยือกเย็น ไม่ละทิ้งงาน หรือละทิ้งความรับผิดชอบ เว้นแต่การเปลี่ยนแปลงที่เขามองเห็นแล้วว่า เมื่อตนเปลี่ยนงานเปลี่ยนวิถีชีวิตแล้วจะเป็นผลดีต่อตนและผู้อื่นมากขึ้น เพราะคนที่เข้าใจธรรม คนที่ต้องการหลุดพ้นจากวัฏฏะของโลกจริง ๆ นั้น มีหลักตายตัวอยู่ว่าต้องประกอบด้วย ‘ ความเมตตา ความเสียสละ ความอดทนเพื่อผู้อื่นได้ ’ คุณธรรมดังกล่าวต้องมีในจิตใจมากมาย ไม่เช่นนั้นเป็นไปไม่ได้กับคำว่าเบื่อโลก เพราะเข้าใจธรรมแล้ว


การศึกษา การปฏิบัติธรรมตามหลักพุทธศาสนานั้น ยึดหลัก ‘ สายกลาง ’ ถ้าเคร่งครัดหรือย่อหย่อนมากเกินไป จะไม่พอดีกับภาวะจิตใจของตน จะก่อให้เกิดความกดดันได้ง่าย อาการเบื่อที่เกิดขึ้นนั้นจะสังเกตได้ว่า ทำให้จิตใจไม่สบาย ซึ่งผิดกับผู้เบื่อในลักษณะถูกต้องตามธรรมะของพุทธศาสนานั้น จะประกอบด้วยจิตใจที่  ผ่องใสมาก และสำคัญที่สุดคือ...

การเข้าสมาธิได้ง่ายมาก เป็นผู้มีเมตตาต่อผู้อื่นอย่างยิ่ง...

ขอย้ำอีกครั้งว่า ศาสนาพุทธเน้นที่ ‘ จิตใจ ’ จิตที่รู้เท่าทันโลก จิตที่ตื่นจากอวิชชา จิตที่มี     ปัญญา มีความเบิกบาน ซึ่งประการดังกล่าวเป็นความเบื่อโลกด้วยความเข้าใจธรรมแจ่มแจ้งจากปัญญาภายใน ไม่ใช่เบื่อจากความรู้สึกหมองหม่นเป็นทุกข์เกิดจากความกดดันจนเกิดการเบื่อ เพราะไม่ได้อย่างใจตน อันมาจาก ‘ อารมณ์ ’ ซึ่งเป็นเพียงอาการทางจิตของปุถุชนเท่านั้น...


ที่ผู้เขียนหยิบยกปัญหาตรงนี้ขึ้นมากล่าวถึง ก็เพราะยามเมื่อเดินเข้าวัดหรือพบปะท่านผู้อ่านคอลัมน์ธรรมะ ๕ นาที ก็มักจะได้ยินคำ      ปรารภว่า ‘เบื่อโลก’ จึงหันหน้าเข้าวัดปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ ๆ ซึ่งก็นึกเป็นห่วงอยู่ในใจ เพราะบางรายกล่าวว่า...

“มองอะไรมันเบื่อไปหมด ไม่อยากทำอะไร อยากอยู่เฉย ๆ” หรือบางคนกล่าวว่า “เดินออกจากบ้านมาเลย ไม่สนใจอะไรแล้ว”

ซึ่งลักษณะดังกล่าว เป็นการหนีความกดดันมากกว่าความเบื่อโดยการเข้าใจธรรม เป็นการละทิ้งหน้าที่ เป็นการเบื่อจากภาวะทุกข์ชั่วคราวเท่านั้น...
เบื่ออย่างนี้อีกไม่นานก็หาย เบื่อ และหวนกลับไปสู่ความอยากได้ อยากมีอีกในไม่ช้า...




ถึงตรงนี้ ภูเตศวรขอย้ำเตือนท่านทั้งหลายว่า พุทธศาสนาสอนให้เรารู้จักการเผชิญความทุกข์-ความสุข ด้วยการรู้เท่าทัน ด้วยสติปัญญา รู้จักค้นหาเหตุผลที่ถูกต้อง รู้จักใช้มัชฌิมาปฏิปทาคือทางสายกลางในการดำรงชีวิต...


อาเตียเซียนสู เชยพรหมธีระ เคยกล่าวไว้ว่า ความอยากได้ก็เป็นกิเลส ความไม่อยากได้  ก็เป็นกิเลส ความอยากหรือความเบื่อ ก็เป็นกิเลส...เป็น ภวตัณหา และวิภวตัณหา...

ดังนั้น คำว่า ‘เบื่อโลก’ จึงมีความหมายในทางธรรมว่า ต้องการพ้นทุกข์ พ้นการเวียนว่าย     ตายเกิด เป็นความรู้อันเกิดจากปัญญาธรรม ซึ่งแผกกับคำว่าเบื่อโลก เพราะความอยากได้    อยากมี อยากเป็นของตนไม่สามารถเป็นไปดังคิด...

จึงอยากฝากคำถามไว้ว่า ‘การเบื่อโลกของท่านเกิดจากอะไร?’วิธีหาคำตอบก็คือการรู้จักตั้งคำถามต่อตน...

ถามว่าทำไมจึง ‘เบื่อ’ ในเมื่อโลกมันเป็นไปของมันอย่างนั้น คนอื่นก็เป็นไปของเขาอย่างนั้น... เบื่อหรือไม่เบื่อ ล้วนเกิดขึ้นในใจของเราเองทั้งนั้น... เราปรุงเอง เราแต่งเองขึ้นมาทั้งสิ้น...

ฉะนั้น! เวลาดับก็ต้องดับที่ตัวเองเหมือนกัน
ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงสอนเราให้พิจารณาที่ตัวเอง กำหนดรู้ที่ตัวเอง รู้ให้ลึกลงในจิตของตัวเราเอง เพื่อให้เกิดปัญญาภายในขึ้น

ปัญญาภายในเท่านั้นจึงแก้ทุกข์ได้...

ปัญญาธรรมภายในจึงทำให้เข้าใจคำว่า ‘เบื่อโลก’ อย่างถูกต้อง

ปัญญาธรรมดังกล่าวจึงสามารถแผ้วถางทางสู่ ‘นิพพาน’ ได้อย่างแท้จริง!

ลงท้ายทุกประการก็ ตรงตามหลักการแห่งไตรสิกขาคือ ศีล...สมาธิ...ปัญญา...ศีลและสมาธิก่อให้เกิดปัญญาในการแก้ทุกข์ทั้งปวง...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

^^
เตือนสติดีคร่า

ขอบคุณน้า

จะเบื่อโลกด้วยใจเบิกบาน ..เราจะต้องมีวันนั้น อิอิ

#1 By VaNneSSa on 2008-06-15 21:32