คำถามเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พุทธประวัติ

 

ถาม : การที่พระพุทธเจ้าประสูติแล้วสามารถดำเนินได้ ๗ ก้าวนั้น มีความเป็นจริงหรือไม่ อย่างไร?

ตอบ : การดำเนินได้ ๗ ก้าวของพระราชกุมารสิทธัตถะ เมื่อวันประสูตินั้น เป็นเรื่องราวที่ปรากฏในพุทธประวัติจริง โดยได้กล่าวถึงการเกิดปาฏิหาริย์คือการดำเนินได้ของพระกุมาร ในปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ สามารถอธิบายได้ ๒ นัย คือ

นัยที่ ๑ ในแง่ของความเป็นจริง คือเป็นอภินิหารที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง ก็ย่อมเป็นไปได้ เนื่องจากการเกิดขึ้นของผู้มีบุญญาบารมี ย่อมจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเสมอ ดังเรื่องราวที่ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฏกว่าเกิดมีอภินิหารเกิดขึ้นในคราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์

อีกประการหนึ่ง อภินิหารต่างๆ จะเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะการเกิดขึ้นของพระมหาสัตว์ (ผู้ที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า) ย่อมเป็นสิ่งที่แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้นอภินิหารต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา

นัยที่ ๒ ในแง่ของการเปรียบเทียบ หรืออุปมาอุปมัย สามารถสันนิษฐานปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ เช่นที่ผู้รู้ทั้งหลายได้อธิบายไว้ คือ

-การที่พระสิทธัตถะกุมารเสด็จดำเนินได้ ๗ ก้าวนั้น เป็นการเปรียบให้เห็นถึงการปฏิบัติพุทธกิจของพระพุทธองค์ว่าทรงอุบัติขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ประกาศพระสัทธรรมคำสั่งสอนให้แผ่ไปสู่มนุษยชาติ และพระองค์ได้จาริกเผยแผ่ธรรมในดินแดนที่กว้างไกลถึง ๗ แคว้น ซึ่งเป็นแคว้นใหญ่ในชมพูทวีป ในสมัยนั้น

-เปรียบกับการดำเนินไปสู่เส้นทางที่จะเป็นพระพุทธเจ้า โดยที่พระองค์ได้ปฏิบัติตามหลัก ธรรมสำคัญ ๗ ประการ อันได้แก่โพชฌงค์ ๗ คือ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา หลักธรรมทั้ง ๗ ข้อนี้เป็นทางในการบรรลุธรรม จึงเปรียบกับการดำเนิน ๗ ก้าวของพระราชกุมาร

 

ถาม : ภาพที่พระพุทธองค์เสด็จประทับยืน เดิน นั่ง นอน อยู่บนดอกบัว ตามฝาผนัง และได้ยินว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่ไหน จะมีดอกบัวผุดมารองรับ เป็นความจริงหรือไม่ โปรดอธิบาย ?

ตอบ : ภาพพุทธประวัติที่มีรูปดอกบัวมารองรับพระพุทธองค์นั้น เป็นการแสดงให้เห็นลักษณะสำคัญของพระพุทธองค์ คือทรงเป็นพระอรหันต์ที่มีความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสโดยประการทั้งปวง ภาพดอกบัวเป็นเครื่องหมายของความบริสุทธิ์ เพราะดอกบัวเป็นดอกไม้ที่บริสุทธิ์ แม้จะเกิดจากโคลนตมที่สกปรกก็ตาม แต่เมื่อดอกบัวพ้นจากน้ำแล้ว ได้เป็นดอกไม้ที่สะอาด ปราศจากโคลนตม หรือสิ่งโสโครก การพระพุทธองค์ทรงประทับอยู่บนดอกบัวนั้นหมายถึงทรงประทับอยู่ทุกที่ทุกแห่ง ทุกอิริยาบถ ด้วยความบริสุทธิ์ ทรงประทับยืน เดิน นั่ง นอน อยู่บนความบริสุทธิ์ทุกเมื่อ

พระพุทธองค์เกิดมาเป็นมนุษย์เช่นคนทั่วไป แต่พระองค์ได้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง จนได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีความบริสุทธิ์ผ่องใส ปราศจากมลทินคือกิเลสทุกประการ ด้วยเหตุนี้ จึงเปรียบเหมือนกับประทับอยู่บนดอกบัวคือความบริสุทธิ์

 

ถาม : ทำไมพระพุทธรูปจึงมีพระเศียรแหลม หรือว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพระเศียรแหลมจริงเช่นดังพระพุทธรูป?

ตอบ : พระพุทธเจ้าองค์จริงในประวัติศาสตร์ ไม่ได้มีพระเศียรแหลมเช่นพระพุทธรูป ทรงมีลักษณะเหมือนคนทั่วไป การที่พระพุทธรูปมีรูปลักษณะดังกล่าวอันเนื่องมาจากคติหรือความเชื่อในการสร้างพระพุทธรูปนั้น ได้มีการสร้างให้มีรูปลักษณะให้แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป เช่นมีพระกรรณ (หู) ยาว มีพระเศียรแหลม และมีพระเมาลี (ผม) เป็นขมวดๆ เป็นต้น

ในลักษณะต่างๆ ดังกล่าว ได้แฝงคติธรรมและลักษณะสำคัญของพระพุทธองค์ไว้ เช่น พระเศียรแหลมหมายถึง การมีพระปัญญาอันเฉียบแหลม, การมีพระเมาลีเป็นขมวดๆ อันหมายถึงความยุ่งยากหรือความทุกข์ต่างๆ ของมนุษย์ แต่เหนือขมวดคือปัญหานั้น มีปัญญาอันเฉียบแหลมที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้

พระกรรณยาว หมายถึง ลักษณะคำสอนของพระพุทธองค์ที่สอนให้สาวกใช้ปัญญาในการพิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างมีเหตุผล ไม่ให้หูเบาเชื่ออะไรง่ายๆ โดยขาดการพิจารณาไตร่ตรองให้ละเอียด การที่มีลักษณะหูยาวจึงหมายถึงให้หูหนักอย่าหูเบานั่นเอง

พระเนตรมองทอดลงต่ำ หมายถึงคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่สอนให้มองที่ตนเอง พัฒนาตนเองให้เป็นผู้ประเสริฐตามหลักไตรสิกขา ให้พัฒนาตนเองเป็นหลักสำคัญ โดยยึดเอากายอันยาววาหนาคืบกว้างศอกเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ไม่ควรมุ่งแสวงหาแต่สิ่งภายนอกจนลืมฝึกตนเอง

 

ถาม : พระพุทธรูปเกิดขึ้นได้อย่างไร / ผู้ถาม : กัลยา ชัยสาม ปวช. 2/3 วิทยาลัยอาชีวศึกษา เชียงใหม่

ตอบ : แต่เดิมในครั้งพุทธกาล ไม่มีพระพุทธรูป ได้เกิดขึ้นหลังจากพระพุทธเจ้าประนิพพานแล้ว เมื่อชนชาติกรีกได้หันมานับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งแต่เดิมกรีกได้มีการเคารพบูชารูปเคารพของตนเอง เช่น เทพเจ้ายูปีเตอร์ หรือซิวส์ ฮิรา เป็นต้น เมื่อมานับถือพระพุทธศาสนา ก็จึงได้สร้างรูปเคารพของพระพุทธเจ้ามาเคารพแทน จึงได้เกิดมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้น เป็นครั้งแรก และต่อมาได้เผยแพร่เข้าไปในดินแดนต่างๆ จนได้เกิดมีพระพุทธรูปมากมาย พระพุทธรูปที่กล่าวว่าเป็นศิลปะงดงามที่สุด คือพระพุทธรูปสมัยศิลปะคันธาระ ส่วนในประเทศไทยก็นิยมสร้างพระพุทธรูปทุกยุคสมัย เช่นในล้านนาภาคเหนือ มีศิลปะการสร้างพระพุทธรูปแบบเชียงแสน (พระสิงห์ 1 -2-3) ในภาคกลางได้รับยกย่องว่าพระพุทธรูปที่งดงามคือสมัยสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระพุทธชินราช ที่วัดมหาธาตุ จ. พิษณุโลก

 

ถาม : พระพุทธรูปประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน มีชื่อเรียกตามปางทั้งหมดว่าอย่างไร / ผู้ถาม : เพ็ญนภา ใจต๊ะพิงค์ ปวช. 2/5 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่

ตอบ : พระประจำวันทั้งเจ็ดเป็นการเอาอิริยาบถต่างๆ ของพระพุทธเจ้ามากำหนดเป็นพระ ประจำวันเกิด ได้แก่ วันอาทิตย์ ปางถวายเนตร ยืนมองต้นโพธิ์, วันจันทร์ ปางลีลา หรือปางโปรดพระญาติ, วันอังคารปางไสยยาสน์ คือปางนอนหลับ, วันพุธ ปางอุ้มบาตร (ถ้าเป็นวันพุธกลางคืน ปางปาลิไลย์ คือปางที่มีช้างกับลิงมาปรนนิบัติ), วันพฤหัสบดี ปางนั่งสมาธิ , วันศุกร์ ปางรำพึง เอาพระหัตถ์แนบ พระอุระ (อก), วันเสาร ์ปางนาคปรก

 

ถาม : ทำไมถึงหล่อพระพุทธรูปออกมาได้ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้าพระพุทธเจ้า / ผู้ถาม : วิชุตา นันทะวงศ์ ปวช. 2/5 วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่

ตอบ : การหล่อพระพุทธรูปเป็นการสร้างรูปเคารพของพระพุทธเจ้า ก็เพราะไม่เคยเห็นหน้าของพระพุทธเจ้านั่นแหละ จึงได้หล่อขึ้นมาเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ตัวแทน เป็นรูปเปรียบ เพื่อที่ให้ชาวพุทธได้เห็นรูปพระพุทธรูปเป็นรูปแทนพระพุทธเจ้า ด้วยความระลึกถึง พระพุทธเจ้า ด้วยความศรัทธา แม้พระองค์จะปรินิพพานแล้ว จึงได้สร้างรูปเปรียบแทนองค์จริงที่หา ดูไม่ได้แล้ว

 

ถาม : รอยเท้าของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในวัดต่าง ๆ เป็นของพระพุทธเจ้าจริงหรือไม่ / ผู้ถาม : สุปราณี จี้มมูล ม.6 จักรคำคณาทร ลำพูน

ตอบ : ในประวัติศาสตร์พระพุทธเจ้าไม่ได้เสด็จมาเมืองไทย การที่มีรอยพระพุทธบาทนั้น สันนิษฐานว่า เกิดจากความศรัทธาของคนสมัยก่อน จึงได้ทำรอยพระบาทเอาไว้เพื่อให้คนได้มีความ รู้สึกอุ่นใจว่า แม้ไม่ได้อยู่ในดินแดนของพระพุทธเจ้าก็ขอให้มีรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าอยู่ประเทศไทย จึงได้มีการสร้างเอาไว้ หรือบางทีอาจเกิดจากธรรมชาติที่เข้าใจว่าเป็นรอยพระบาท

 

ถาม : พระพุทธเจ้าเกิดมาเพื่ออะไร มีพระพุทธเจ้าในโลกนี้กี่พระองค์ / ผู้ถาม : กลุ่มข้าวโพด ม.6/10 ส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน

ตอบ : พระพุทธเจ้าอุบัติมาเพื่อนำพามวลมนุษย์ให้ถึงความพ้นทุกข์ ด้วยการทำให้มนุษย์รู้แจ้ง เห็นธรรม แล้วสามารถปฏิบัติตนให้รอดพ้นจากความทุกข์ได้ ภารกิจของพระพุทธเจ้าคือการเทศนาสั่งสอนให้มนุษย์ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยอาศัยหลักธรรมเป็นแนวทางชีวิต ในคัมภีร์พระไตรปิฎกกล่าวว่า มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาในโลกนี้มาหลายพระองค์ ปรากฏในมหาปทานสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ได้กล่าวถึงประวัติของพระพุทธเจ้าในอดีตจำนวน ๖ พระองค์ รวมพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันอีก ๑ พระองค์ รวมเป็น ๗ พระพุทธเจ้าในอดีต ๖ พระองค์นั้น ได้แก่ ๑. พระวิปัสสี ๒. พระสิขี ๓.พระเวสภู ๔. พระกกุสันธะ ๕. พระโกนาคมนะ ๖. พระกัสสปะ และ ๗. พระพุทธเจ้าโคดม องค์ปัจจุบัน

 

ถาม : ได้ข่าวว่าในอนาคตกาล จะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติในโลกนี้ เป็นจริงหรือไม่ / ผู้ถาม : รมิดา ภูมะภูติ ม. 5/3 เรยีนาเชลีวิทยาลัย เชียงใหม่

ตอบ : เป็นคำพยากรณ์ในคัมภีร์ทางพุทธศาสนาตอนหลัง ว่าในอนาคตเมื่อหมดสมัยกาลของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันแล้ว ซึ่งจะมีอายุกำหนดประมาณ ๕,๐๐๐ ปี จะมีพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่อุบัติขึ้นในโลก คือ "พระศรีอริยเมตตรัย" จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ห้าของภัททกัปป์นี้ (ภัททกัปป์ หมายถึง ช่วงระยะเวลาการอุปบัติของพระพุทธเจ้า)

 

ถาม : พระเวสสันดร เป็นผู้เสียสละทุกอย่าง แต่ก็ถือว่าเป็นพ่อที่ไม่สมบูรณ์ ทำไมถึงทำกับลูกที่ตนต้องรับผิดชอบ / ผู้ถาม : อรทัย แดนธนสารมาก ม.5 เรยีนาเชลีวิทยาลัย เชียงใหม่

ตอบ : การกระทำของพระโพธิสัตว์ หรือผู้ที่มุ่งบรรลุเป็นพระพุทธเจ้านั้น ท่านมองกว้างกว่าปุถุชนคนทั่วไป เพราะพื้นฐานจิตและกรุณาธรรมต่างกัน สิ่งที่พระเวสสันดรทำคือการสละลูกนั้น ถ้ามองจากคนปุถุชนที่ยังยึดมั่นอยู่ในความสุขของตนเองและพรรคพวกก็จะเห็นว่าเป็นการกระทำที่ ไม่ค่อยถูกต้อง แต่พระเวสสันดรไม่ได้มองแคบแค่นั้น พระเวสสันดรมองถึงประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับมวลมนุษยชาติตลอดจนถึงพระราชกุมารของ พระองค์ด้วย ทรงเห็นว่ามนุษย์ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ไม่รู้กี่แสนกี่ล้านชาติ จึงต้องมุ่งมั่นให้ได้บรรลุธรรมเพื่อนำให้สรรพสัตว์พ้นทุกข์ถาวรด้วยการเข้าถึงพระนิพพาน หากพระเวสสันดรมองแค่ความสุขส่วนพระองค์และพระโอรสเท่านั้น ก็ยิ่งถือว่าเป็นการเห็นแก่ตัวของพระโพธิสัตว์ และสิ่งที่พระองค์ได้กระทำก็ได้เกิดผลต่อพระโอรสและพระนางมัทรีในชาติต่อมา ที่ได้บรรลุธรรม และนี้เป็นรางวัลที่ยอดเยี่ยมที่พระองค์มอบให้กับบุตรและภรรยา

 

ถาม : พุทธประวัติมีการดัดแปลง เปลี่ยนแปลงหรือไม่ อยากทราบเหตุผล / ผู้ถาม : .. อโนทัย พรมศรี ม.3 โกวิทธำรง เชียงใหม่

ตอบ : พุทธประวัติ เป็นเรื่องราวที่ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา คือพระไตรปิฎก และคัมภีร์รุ่นต่อๆ มา ในความเห็นของผู้ตอบ เห็นว่า อาจมีการเสริมแต่งบ้างในบางส่วนเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในเนื้อหา แต่เป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น เพราะหลักฐานสำคัญที่ปรากฏในพระไตรปิฎกที่มีระบบสืบทอดกันมาอย่างรัดกุม ยากที่จะมีใครดัด แปลงอะไรได้ แต่คงมีเสริมบางอย่างที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ โดยคงเนื้อหาเดิมเอาไว้ แต่ถ้าเปรียบกับคัมภีร์ของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน (แถบประเทศ จีน ธิเบต ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เป็นต้น) ก็มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมในบางตอนจริง ส่วนในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทเราถือตามแบบคัมภีร์ดั้ง เดิมทุกอย่าง

 

ถาม : เราจะทราบได้อย่างไรว่ารอยพระพุทธบาทที่พบเป็นขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า (เขาพิสูจน์อย่างไร) / ผู้ถาม : ชนิทร สาธร ม. 6 ลำปางกัลยาณี ลำปาง

ตอบ : พิสูจน์ไม่ได้หรอกว่าเป็นรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า แต่ด้วยความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าอย่างแรงกล้าของคนโบราณ เมื่อเห็นลักษณะเหมือนรอยเท้าก็ลงมติกันว่าเป็นรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า ถึงแม้จะไม่จริง แต่ก็เป็นการดีที่ได้กราบไหว้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า และนับเป็นกุศโลบายของบรรพบุรุษที่เชื่อมโยงเอาสิ่งต่างๆ ที่แปลกธรรมชาติให้นำไปสู่การนับถือบูชาพระรัตนตรัย อันจะทำให้คนมีศรัทธาในพระศาสนา และมีจิตใจละเอียดอ่อนมากขึ้น ดีกว่าการนำไปบนบานสานกล่าวเพื่ออ้อนวอนให้ได้โชคลาภ อันผิดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่การบูชาพระบาทเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าที่น่ายกย่องอีกต่างหาก

 

ถาม :พระพุทธเจ้ามีอิทธิปาฏิหาริย์ดังเช่นในพุทธประวัติที่เล่าขานกันมา จริงหรือไม่ / ผู้ถาม : พัฒนี ฤกษ์สตรี ม.4 สาธิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตอบ : ปาฏิหาริย์ในพุทธประวัติ ได้มีการบันทึกลงในคัมภีร์จริง แต่ก็ไม่ปรากฏมากนัก คงมีแต่ในเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เช่น ตอนโปรดโจรองคุลีมาล เป็นต้น ซึ่งปาฏิหาริย์ดัง กล่าวมานี้ หากไม่จำเป็นจริงๆ พระพุทธองค์จะไม่แสดง นอกจากนั้นยังทรงบัญญัติห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์แสดงปาฏิหาริย์ใด เพราะอาจเป็นที่มาของความลุ่มหลงมัวเมาคลั่งไคล้ของประชาชนได้ พระพุทธองค์ได้ตรัสปาฏิหาริย์เอา ไว้ ๓ ประการ ได้แก่ . อิทธิปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ในการแสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ได้ . อาเทสนาปาฏิหาริย์ ปาฏิหาริย์ ในการทำนายทายทัก หรือทราบวาระจิตของผู้อื่น และ . อนุสาสนีปาฏิหาริย์ ได้แก่การสามารถสอนให้ผู้คนเห็นธรรมได้อย่างง่ายดาย ในปาฏิหาริย์ ทั้ง ๓ อย่างนี้ พระพุทธองค์ทรงห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์แสดงปาฏิหาริย์สองข้อแรก แต่ทรงชื่นชมยินดีกับการแสดงปาฏิหาริย์ แบบที่สาม คือการสามารถแสดงธรรมให้ผู้อื่นรู้แจ้งด้วยปัญญาได้ ถือเป็นปาฏิหาริย์ที่ยอดเยี่ยม เพราะเป็นปาฏิหาริย์ที่ทำให้คนพ้นทุกข์ มิใช่เพื่อให้คนงมงาย

 

ถาม : พระพุทธเจ้ามีตัวตนจริงหรือไม่ ทราบได้จากหลักฐานใด / ผู้ถาม : เกศราพร อุงจิตต์ตระกูล ม.5 สาธิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตอบ : สำหรับผู้ที่ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างละเอียดแล้ว ย่อมมีความมั่นใจเต็มร้อยว่า "พระพุทธเจ้ามีตัวตนจริง" เพราะได้มีการบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ของพระพุทธเจ้าไว้อย่างละเอียดในคัมภีร์พระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่มีการสืบทอดกันมาอย่างเป็นระบบและรัดกุม ส่วนหลักฐานทางโบราณคดีก็ปรากฏว่ามีหลักฐานปรากฏอย่างชัดเจน ถึงสถานที่สำคัญเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า และพระสาวกในดินแดนประเทศอินเดียและเนปาลปัจจุบัน ในด้านของหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ปรากฏมีการจารึกยืนยันสถานที่สำคัญต่างๆ ของพระพุทธเจ้า โดยการจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งได้จารึกไว้ในศิลา (หินอ่อน) มากมายหลายแห่ง เมื่อประมาณ พ.. ๒๓๐ ในแง่ของหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นหลักการสำคัญ ก็ยิ่งทำให้เชื่อได้อย่างสนิทใจในองค์ของพระพุทธเจ้า เนื่องจากบุคคลมีปัญญาสามารถนำเอาคำสอนเป็นสัจธรรมอย่างลึกซึ้งมาสอนได้อย่างละเอียดแจ่มแจ้งได้ และเป็นความจริงตามธรรมชาติ ต้องเกิดจากการตรัสรู้อย่างแน่นอน จากหลักฐานต่างๆ ที่กล่าวมา เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าพระพุทธเจ้ามีตัวตนจริง เพราะนอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว ยากจะหาบุคคลใดที่มีปัญญาแจ่มแจ้งเช่นนั้น

 

ถาม : อยากทราบว่า พระประวัติของพระพุทธเจ้าตอนที่ประสูติมีดอกบัวมารองรับ เป็นจริงอย่างไร / ผู้ถาม : ลลิตตา มาคะสิระ และ กันยารัตน์ โรจนศักดาพันธุ์ ม. 6/8 พะเยาพิทยาคม พะเยา

ตอบ : ในพุทธประวัติได้กล่าวไว้เช่นนั้นจริง ว่าตอนพระกุมารประสูติมีดอกบัวมารองรับพระบาทจำนวน ๗ ดอก นักปราชญ์ทางพุทธศาสนาได้สันนิษฐานว่า การที่มีดอกบัวมารองรับพระบาทนั้น มีนัยยะว่า พระองค์ประสูติมาเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส เพราะดอกบัวเป็นดอกไม้แห่งความบริสุทธิ์ แม้ดอกบัวเกิดจากโคลนตม แต่เมื่อพ้นจากน้ำแล้ว ก็สามารถพ้นจากโคลนตมนั้นได้อย่างสะอาด เปรียบเทียบกับการที่พระพุทธองค์ ทรงเกิดมาจากมนุษย์ แต่ทรงสามารถพัฒนาพระองค์เองจนได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ผู้หมดจดจากกิเลสทั้งปวงได้

 

ถาม : การที่พระพุทธเจ้าประสูติแล้วเดินได้ และตอนอื่นๆ ที่มีดอกบัวมารองรับ หรือตอนเสด็จขึ้นไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเหตุการณ์ที่สมมติขึ้นหรือไม่ / ผู้ถาม : จุฑาพร ไวสติ ม. 6/8 พะเยาพิทยาคม พะเยา

ตอบ : ตอบ เป็นเหตุการณ์ที่ได้ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาจริง มิได้สมมติแต่อย่างใด ในพุทธประวัติได้มีการบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ไว้อย่างละเอียด ซึ่งบางประการที่เกี่ยวกับปาฏิหาริย์ ถ้ามองจากคนธรรมดาทั่วไป อาจเห็นว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เพราะปุถุชนไม่อาจเข้าถึงความจริงบางประการได้ แต่การที่ไม่เชื่อนั้น ไม่ถือว่าผิด เพราะพุทธศาสนาไม่ได้บังคับให้เชื่อ แต่ให้เชื่อด้วยปัญญา การเชื่อนั้นจะมีประโยชน์ในฐานะที่จะช่วยสร้างศรัทธาให้มากขึ้น ถ้าหากใช้ศรัทธานั้นนำไปสู่ปัญญาก็ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก

 

ถาม : อะไรเป็นสิ่งยืนยันได้ว่า พระพุทธเจ้าทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ในการตรัสรู้ หรือว่ามีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร / ผู้ถาม : อาจหาญ วงศ์เรือง ม. 4/10 พะเยาพิทยาคม พะเยา

ตอบ : เรื่องราวต่างๆ ของพระพุทธเจ้า ได้มีการบันทึกไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎก ทั้งที่เป็นเหตุการณ์ก่อนตรัสรู้ และหลังการตรัสรู้ ซึ่งเป็นพระดำรัสของพระพุทธองค์เอง และจากการบันทึกของพระสาวกที่ได้อยู่ร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า นอกจากนั้น ยังมีการบันทึกรายละเอียดเพิ่มเติมบางประการในคัมภีร์รุ่นต่อมา คือคัมภีร์อรรถกถา

 

ถาม : พระพุทธเจ้ามีตัวตนจริงหรือไม่ ถ้ามีในสมัยนั้น มีรูปลักษณะอย่างไร / ผู้ถาม : ณัฏฐินี แก้วมณี ม.6/12 สามัคคีวิทยาคม เชียงราย

ตอบ : พระพุทธเจ้า เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ เพราะมีหลักฐานยืนยันทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่บันทึกในคัมภีร์ที่สืบทอดมาตั้งแต่หลังพุทธปรินิพพาน และหลักฐานจากโบราณสถานเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ตลอดจนหลักฐานที่เป็นศิลาจารึกของพระเจ้า อโศกมหาราช ส่วนรูปร่างหน้าตานั้นไม่อาจจะทราบได้ แต่เท่าที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ได้กล่าวว่า พระองค์ทรงมีลักษณะที่งดงาม ผิวดังทอง (ผิวเหลือง) เสียงไพเราะกังวาน เป็นต้น

 

ถาม : ทำไมพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมา แต่ละองค์มีสีต่างกัน บางองค์มีสีดำ สีขาว สีทอง / ผู้ถาม : สุนันยา มาแก้ว ม. 6 สามัคคีวิทยาคม เชียงราย

ตอบ : การสร้างพระพุทธรูปแต่ละองค์ ก็ขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบว่าจะให้ออกมาเป็นอย่างไร ไม่มีเกณฑ์ตายตัว จะใช้สีอะไรก็ได้ นอกจากนั้น รูปร่างหน้าตาของพระพุทธรูปก็ต่างกันตามการออกแบบของแต่ประเทศ เช่นพระพุทธรูปญี่ปุ่น หน้าเหมือนญี่ปุ่น พระพุทธรูปจีนหน้าก็เหมือนจีน พระพุทธรูปไทย หน้าก็เหมือนไทย พม่า ก็เหมือนพม่า เป็นต้น

 

ถาม : เหตุใดเส้นผมของพระพุทธรูปจึงต้องขดเป็นก้นหอย / ผู้ถาม : อมรรัตน์ ผาบไชย ม. 6 สามัคคีวิทยาคม เชียงราย

ตอบ : เส้นผมของพระพุทธรูปที่เป็นขดนั้น มีความหมายในเชิงการเปรียบเทียบว่า ขดหรือขมวดเส้นผมนั้น เป็นเหมือนปัญหา หรือความยุ่งยากที่มนุษย์ประสบในชีวิตประจำวัน แต่เหนือขดเส้นผมนั้น มีพระเมาลีที่แหลมโผล่อยู่เหนือขดเส้นผม มีความหมายว่า เหนือความทุกข์และปัญหาทั้งมวล มีปัญญาอันเฉียบแหลมของพระพุทธองค์แก้ไขได้ พระพุทธองค์จึงสอนให้มนุษย์ใช้ปัญญาแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จึงจะดับทุกข์ได้

 

ถาม : เหตุใดเจ้าชายสิทธัตถะจึงออกบวชในวันที่พระราหุลประสูติ / ผู้ถาม : อรรธางค์ ปัญญางาม ม. 6/2 สามัคคีวิทยาคม เชียงราย

ตอบ : เนื่องจากความรู้สึกสลดใจในความทุกข์ของมนุษย์ และความเบื่อหน่ายชีวิตของพระองค์ ได้สะสมมานาน ประกอบกับในวันนั้น เจ้าชายได้เสด็จออกนอกเมือง ได้เห็นคน แก่ คนเจ็บ คนตาย ที่ชวนให้สลดสังเวชพระทัยยิ่งนัก และได้พบเห็นสมณะผู้หลีกจากสังคมที่วุ่นวายมุ่งหาความสงบ จึงมีพระทัยอยากจะแสวงหาทางดับทุกข์ พระองค์จึงมีพระทัยอยากออกบวชขณะที่อยู่นอกเมือง พอดีในขณะเดียวกัน พระนางพิมพาได้ประสูติพระโอรส พระองค์จึงอุทานคำว่า ราหุล ซึ่งแปลว่า "บ่วง" เพราะเห็นว่า ความห่วงใยในบุตรและภรรยา จะเป็นบ่วงผูกคอมิให้ออกแสวงหาความดับทุกข์ได้ ทหารจึงนำความมาบอกว่า เจ้าชายตั้งชื่อพระกุมารว่า "ราหุล" พระกุมารจึงมีชื่อเช่นนั้น เจ้าชายทรงพิจารณาเห็นว่า ถ้าไม่รีบตัดสินใจออกบวชโดยด่วน พันธะผูกพันอาจจะทำให้พระองค์เปลี่ยนใจภายหลังได้ โอกาสที่จะแสวงหาความดับทุกข์ให้กับมวลมนุษย์นั้นคงจะไม่มี จึงต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเพื่อออกบวชเสียวันนั้น

**************************************



edit @ 4 Jul 2008 15:39:34 by DhammaWorld

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry