มีคนเปรียบชีวิตไว้ว่าเหมือนเกมคอมพิวเตอร์ ที่พอเล่นครั้งแรกก็ไม่สามารถจะเอาชนะได้
แต่เมื่อเล่นครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3... เราจะรู้ว่าอุปสรรคมันอยู่ตรงไหน ต้องไปเจออะไรบ้าง
ต้องสูญเสียอะไร และต้องเลือกอะไรในสถานการณ์ที่กะทันหัน แต่อย่างไรก็ตาม..สุดท้าย
ผู้เล่นก็มิอาจเอาชนะเกมนั้นได้เลย เพราะโปรแกรมเกมคอมพิวเตอร์ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้เล่น..จะไม่สามารถไปถึงที่สุดได้ พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องแพ้เสมอ
ซึ่งการเปรียบเทียบนี้ก็มีส่วนถูก แต่ชีวิตจริงเรามักจะมองไม่ออก ด้วยความที่หลงกลตามใจ
กิเลสกันมาก จนกลายเป็นผู้แพ้อยู่ร่ำไป หากเป็นเช่นนี้ ชีวิตก็ไม่ต่างอะไรกับการหลงกล
ไปเล่นเกมคอมพิวเตอร์ เพื่อปรารถนาชัยชนะ ทั้งๆ ที่มันไม่มี
ดังนั้น หากมาศึกษาเรื่องราวในพุทธศาสนา มารู้จักวิชชาธรรมกายและวิธีเข้าถึงแล้ว ก็อย่ามัว
หลงเพลิดเพลินตามใจกิเลสกับเรื่องราวที่ไม่ใช่เป้าหมายชีวิต แต่จงให้เวลาในการนั่งสมาธิ
ให้มากขึ้น เพราะหากชีวิตนี้..เกิดมาเพื่อแสวงหาชัยชนะจากสิ่งที่เราสามารถชนะได้จริง
อย่างมีหลักวิชชา ก็คือ การนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม เพื่อให้เข้าถึงชัยชนะที่ไม่กลับมาพ่ายแพ้อีก...
บ่อยครั้ง
ที่เรามักรู้สึกว่า คนมีเหตุมีผลอย่างเราๆ ไม่ควรงมงายในเรื่องบุญ, เรื่องกรรม, เรื่อง
ชาตินี้, ชาติหน้านัก แต่เคยมีใครได้เฉลียวใจบ้างไหมว่าที่จริงเราเชื่อเรื่องเหล่านี้สนิทใจ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
เนื่องเพราะโดยปกติเราก็ไหว้พระซึ่งนิพพานมาตั้ง ๒๕๐๐ กว่าปีแล้ว, นี่แสดงว่าเราเชื่อเรื่องชาติภพ เพราะ
ยังเชื่อว่าพระมีอยู่
บางท่านอาจแย้งว่า ไหว้เพราะนับถือความดีของพระต่างหาก, ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็คงต้องถามตัวเองว่า
ความดีที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน, เราคงไม่ตอบว่า อยู่ตรงที่เวลาเราเดือดเนื้อร้อนใจ, ขอท่านแล้ว ท่านก็ทรงมา
ช่วยเหลือเราให้พ้นภัย, พ้นทุกข์ หรอกนะ, เพราะหากตอบเช่นนั้น ก็เท่ากับยอมรับเรื่องชาติภพ เรื่องตาย
แล้วไม่สูญ นะซี,
ฉะนั้น ถ้าจะตอบให้ดี, ให้ดูมีหลักการหน่อยก็ต้องตอบว่าความดีอยู่ที่คำสอนของพระองค์
ที่ทรงอุตส่าห์มีไว้ให้พวกเราได้ประพฤติปฏิบัติ ไปสู่แนวทางที่ดี, ซึ่งหากคำตอบเป็นเช่นนี้จริงก็เท่ากับเรายอมรับความดี
ของคำสอนแล้ว, ก็เท่ากับเรายอมรับเรื่องบุญ กรรม ชาติภพ เสร็จในตัวเลย เพราะหลักใหญ่ใจความของ
คำสอนอยู่ทีวิธีปฏิบัติในหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด!
ถึงตรงนี้หากไม่มีผู้ใดแย้ง (อาจจะมีก็ได้นะ, แต่สมมุติเอาแล้วกันว่าไม่มีผู้ใดแย้ง) เราก็อาจสรุปได้ว่า ชาติภพ
บุญ กรรม น่าจะมีจริง, เอ..ถ้ายังงี้ เรามาดูกันซิว่า จากข้อเท็จจริงเหล่านี้ เราสามารถนำมาสรุปเป็นข้อเท็จจริง
แบบนิรนัยอะไรได้บ้าง...
อย่างแรกที่พอจะสรุปได้เลย น่าจะเป็นความมีจริงของกฎแห่งกรรม เนื่องเพราะเมื่อมีบุญ มีกรรม ก็น่าจะมี
ผลของบุญของกรรม ซึ่งควรจะต้องสอดคล้องกับตัวเหตุนั้นๆ อย่างเช่น ทำดีได้ดี อะไรทำนองนั้น
ดังนั้นกฎแห่งกรรม น่าจะหมายถึงผลที่จะได้รับจากการกระทำของเราเองในลักษณะสอดคล้องกัน, จึงพอจะ
สรุปออกมาเป็น Cheat Code สำหรับเกมชีวิตได้อย่างคร่าวๆว่า
อยากได้มีแต่ต้องให้
เนื่องจากเราต้องมีการกระทำที่สอดคล้องกับผลที่เราต้องการ นั่นคืออยากให้คนให้เรา เราต้องลงมือให้ก่อน
(พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่าการทำบุญเป็นการลงทุนที่ไม่เสียเปล่า)
บางคนอาจกล่าวว่าไร้สาระ มัวแต่ให้จะเอาอะไรกิน หรืออาจกล่าวว่าจะกินยังจะไม่พออยู่แล้วเลย จะเอาอะไรไปให้
บางท่านก็อาจว่า มันเป็นกรรมแต่ชาติปางก่อนต่างหากที่ทำให้ชาตินี้ไม่รวยจึงไม่มีจะให้
คำกล่าวเหล่านี้มีเหตุผลแก้ต่างอยู่ ๒-๓ ข้อ ดังนี้ : -
หากกฎแห่งกรรมเป็นเรื่องที่คนมีเหตุผลอย่างเราๆ ไม่อาจยอมรับความเป็นจริงได้, ลองถามใจตัวเองดูซิครับ
ว่า... มันกฎอะไร หรือเหตุผลอะไรเล่าที่ทำให้เราไม่รวยเหมือนคนอื่น, คำตอบที่ได้อาจเป็นว่า ก็ดวงเรามันไม่ดี
เหมือนคนอื่นเขานี่, คนอื่นไม่ต้องทำอะไรมาก เก่ง ก็ ไม่เก่ง อาศัย มีดวง จึงรุ่ง ก็เท่านั้น, เอ... คำตอบนี้มีเหตุมี
ผลแล้วหรือ ลองตรองดูดีๆ ว่า กฎแห่งการกระทำเป็นสิ่งไร้สาระ หรือ ดวงที่ว่า ซึ่งไม่รู้เป็นอะไร
ใครมากำหนดไว้ เป็นเรื่องไร้สาระกันแน่, ถึงหากเข้าใจว่าพระเจ้าเป็นผู้กำหนดดวงชะตาของแต่ละคนก็ตาม, พระ
เจ้าก็คงทำไม่ไหวเป็นแน่ เพราะมนุษย์เยอะเหลือเกิน และก็คงไม่สามารถกำหนดเพียงครั้งเดียว ให้ทุกคนอยู่ได้ตั้งเกิดจนตาย
หรอกนะ เพราะวันนี้คนนี้อาจทำดีขึ้น คนนั้นอาจทำไม่ดี ใครจะตามดูได้ทุกวันทุกคนเพื่อให้เกิดความยุติธรรม, วิธีที่
ดีที่สุดที่จะกำหนดดวงของคนได้จึงน่าจะเป็นการอาศัยกฎแห่งกรรมเป็นเครื่องกำหนด คือ ให้ทุกคนกำหนด
ดวงของตัวเองเอาจากการกระทำของตนเองนั่นเอง! ดังนั้นอยากได้อะไร ก็ให้ทำสิ่งที่สอดคล้องกับสิ่งนั้นๆ
ไม่อยากได้อะไร ก็อย่าทำสิ่งที่สอดคล้องกับสิ่งนั้นๆ, ลองทำดูเถิดครับแล้วจะเห็นผล เช่นลองไม่ทำร้ายผู้อื่น
และตนเองด้วยสิ่งไม่ชอบธรรม ๕ ประการดู (ศีล ๕) ก่อน และจะค่อยๆพบว่าชีวิตเราเริ่มหากไกลจากการ
ถูกทำร้ายด้วยสิ่งไม่ชอบธรรมห้าประการนั้นทีละน้อย, จากนั้นก็ลองเริ่มให้ผู้คน (ทำบุญ, ทำทาน) ดูบ้าง, มี
มากก็ทำมาก, มีน้อยก็ทำน้อย, ทำไปเรื่อยๆเป็นนิสัย ไม่ต้องหักโหม, แล้วคอยดูว่ามันจะดีขึ้นจริงไหม, ลองเป็น
ปลาหนีหนองน้ำเน่าดู, อาจทรมานนิด แต่จิตจะแจ่มใสขึ้นทุกวัน, ผลแห่งการกระทำจะตามหาเราพบได้ในที่สุด
สำหรับคำกล่าวที่ว่ามันเป็นกรรมแต่ปางก่อน หรือทำชาตินี้กว่าจะได้คงเป็นชาติหน้าบ่ายๆแน่, ก็ต้องมาลองคิดดู
นะ ว่าถ้าไม่เริ่มตอนนี้ ชาติไหนๆ ก็คงต้องพูดซ้ำเดิมอยู่ดี เพราะมันยังไม่มีการกระทำ จะมีผลของการกระทำเกิด
ขึ้นมาเองได้อย่างไร!
จากที่กล่าวมาแล้ว คงเห็นแล้วนะครับว่า Cheat Code ของเกมชีวิตน่าจะเป็นอย่างไร, เราต่างก็เล่นเกมเหมือน
กัน แต่ใครเล่นได้ดีกว่า ขึ้นอยู่กับใครรู้แนวทางการเล่นมากกว่าต่างหาก
ตามหลักพุทธศาสนานั้น ชีวิตเกิดขึ้นมาเพราะความอยาก, ความยึด และความหลง
(กิเลส, ตัณหา และอุปทาน), เมื่อเรายังไม่อาจเลิกเล่นโดยการละความอยาก, ความยึด และความหลงได้
ก็ขอให้เล่นได้ดีๆหน่อยก็ยังดี
เช่นเดียวตัวละครในเกม Mario, มันมีชีวิตมีวิบากกรรมขึ้นมาได้เพราะคนเล่นอยาก,
จึงไปเปิดมันขึ้นมาเล่น, ทำให้มันต้องกระโดดโลดเต้น,เสาะแสวงไปตามแนวทางของเกม โดยมีสุขทุกข์เป็นไป
ตามทักษะของผู้เล่น, หากเป็นผู้เล่นที่รู้แนวทางเช่นเดินทางนั้น ชนหินก้อนนี้ จะได้อย่างนั้น ไปทางนี้จะตกเหวนะ
หรืออะไรทำนองนั้น, เจ้า Mario ของเราก็คงไปถึงปลายทางได้ดีมีความสุขไม่ต้องไปตกเขา ตกห้วยที่ไหน ผู้เล่น
ก็คงมีความสุข, แต่หากผู้เล่นไม่มีทักษะพอ ก็คงต้องวนเวียนในเกมไปอีกนาน, ฉันใดก็ฉันนั้น, หากเรารู้เล่น ชีวิต
ของเราย่อมต้องดำเนินไปในทางที่ดีแน่ และคงได้ไปถึงปลายทางโดยสวัสดีในที่สุด
คือความดับของทุกข์ทั้งมวล
edit @ 17 Sep 2008 01:20:11 by DhammaWorld