buddha

พระพุทธประวัติ

posted on 18 Dec 2007 04:01 by dhammaworld  in buddha
พระพุทธประวัติ
พระพุทธบิดาและพระพุทธมารดา ในพิธีอภิเษกสมรส
เจ้าชายสุทโธทนะ และเจ้าหญิงมหามายา เข้าสู่พิธีอภิเษกสมรส ณ อโศกอุทยาน
พระนางมหามายาทรงพระสุบินว่า ลูกช้างเผือกเข้าไปสู่พระครรภ์ของพระนาง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ทรงพระครรภ์

พระนางมหามายาประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ ณ อุทยานลุมพินี ในวันวิสาขปุณณมี ๘๐ ปีก่อนพุทธศักราช
เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงอภิเษกสมรสกับนางยโสธรา หรือพิมพา แห่งโกลิยวงศ์ ประทับสำราญในปราสาท ๓ ฤดู
ในการเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ๔ ครั้ง ได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยลำดับ ทำให้เจ้าชายทรงเบื่อหน่ายต่อสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งทั้งหลาย
เมื่อกลับจากการประพาสอุทยานครั้งสุดท้าย ทรงทราบว่าพระชายา ประสูติพระโอรส ก็ทรงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชในคืนวันนั้น
เมื่อเสด็จถึงฝั่งแม่น้ำอโนมา เจ้าชายทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์
ในชั้นแรกเจ้าชายเสด็จไปศึกษาอบรมกับดาบสบางท่าน เพื่อแสวงความเป็นผู้หลุดพ้นจากทุกข์
เมื่อไม่พอพระทัยด้วยอุดมคติและข้อปฏิบัติของดาบสทั้งสอง เจ้าชายจึงทรงแสวงหามรรคา ด้วยพระองค์เอง โดยทรงบำเพ็ญตบะทรมานพระองค์ มีพระภิกษุเบญวัคคีย์คอยปฏิบัติ
ท้าวสักกะ จอมเทพ ทรงดีดพิณสามสาย สายหนึ่งตึงเกินไป สายหนึ่งหย่อนเกินไป สายหนึ่งพอดี
นางสุชาดา ถวายข้าวมธุปายาส คือ ข้าวหุงด้วยนมสด ผสมน้ำผึ้ง แด่พระโพธิสัตว์ เป็นพระกระยาหารมื้อก่อนตรัสรู้
เจ้าชายเสด็จไปสู่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ภายหลังที่เสวยข้าวมธุปายาสนั้นแล้ว ทรงลอยถาดทองลงในแม่น้ำ
นายโสตถิยะ ถวายหญ้า ๘ ฟ่อนแด่เจ้าชาย ทรงนำไปเกลี่ยใต้โคนไม้โพธิ์ และประทับนั่งบนนั้น ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ด้วยการปฏิบัติบำเพ็ญทางจิต ก็ได้ทรงบรรลุพระอนุตรสัมมาโพธิญาณ (คือ พระปัญญาตรัสรู้เองโดยชอบอันยอดเยี่ยม) ในเวลารุ่งอรุณ วันวิสาขปุณณมี
ตลอดเวลา ๗ วัน ที่พระพุทธเจ้าเสวยวิมุติสุขอยู่ใต้โคนต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทรที่เด็กเลี้ยงแพะพักอาศัยร่มเงา) ธิดาทั้ง ๓ ของพญามาร ได้มาพยายามเพื่อ จะยั่วให้ทรงหันไปสู่ความยินดีทางโลก แต่ก็ไม่เป็นผล
ภายใต้ต้นมุจลินท์ หรือ ต้นจิก มีพญานาคชื่อ มุจลินท์ มาถวายอารักขา ป้องกันพระองค์ จากฝนและลมหนาว
พ่อค้า ๒ คน คือ ตปุสสะ กับภัลลิกะ ได้ถวายข้าวสันตุก้อน และข้าวสันตุผสมน้ำผึ้ง แด่พระพุทธเจ้า และประกาศตนเป็นอุบาสก ถึงพระพุทธกับพระธรรมเป็นสรณะ
เสด็จไปสู่ป่าอิสิปตนะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระปฐมเทศนาแก่ภิกษุเบจวัคคีย์ (กลุ่มภิกษุ ๕ รูป) และภิกษุรูปหนึ่งในจำนวนนั้น คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรม ในวันอาสาฬหปุณณมี
พระพุทธเจ้าเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์ ตามพระราชดำรัสของพระพุทธบิดา ผู้ทรงทราบ ข่าวการตรัสรู้ของพระโอรส
เมื่อประทับอยู่ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ พระพุทธเจ้าได้เสด็จเยือนพระชายา คือ พระนางยโสธรา และพระโอรส คือ พระราหุล
พระประยูรญาติหนุ่มๆ เป็นอันมากเจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้า เสด็จออกผนวช
พระพุทธเจ้าทรงระงับข้อพิพาทเรื่องน้ำของพระประยูรญาติ ทั้งจากราชสกุลศากยะ และโกลิยะ
เมื่อประทับอยู่ในพระนครหลวงของพระพุทธบิดา พระพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาต ในเวลาเช้าหลายครั้ง
พระพุทธเจ้า พร้อมด้วยสาวก ทรงจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าสุทโธทนะ
พระราหุล โอรสของพระศาสดา ทรงได้รับอนุญาติให้บรรพชาเป็นสามเณรพระองค์แรก และต่อมาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ท่านมีความกระตือรือร้นในการศึกษา และการอบรม แรงกล้า จึงได้บรรลุความเป็นพระอรหันต์ คือ สภาพความเป็นอิสระจากกิเลส (ความชั่วที่ทำให้เศร้าหมอง) ทั้งปวง
ทรงแสดงธรรมโปรดพระองคุลิมาล
พระเทวทัตศิษย์ทรยศของพระพุทธเจ้า ติดสินบนนายควาญช้างให้ปล่อยช้างตรงไป จะประหารพระบรมศาสดา แต่ด้วยพระเมตตาจิตของพระองค์ ช้างกลับไปคุกเข่าอยู่ ต่อหน้าพระพักตร์
พระโมคคัลลานะ พระอัครสาวกรูปหนึ่งของพระพุทธเจ้า ถูกกลุ่มอาชญากรทำร้าย ด้วยการว่าจ้างของกลุ่มผู้ริษยา
ได้รับนิมนต์ให้ไปเสวยพระกระยาหาร ณ บ้านของนายจุนทะ บุตรช่างทอง พระศาสดา ได้เสวยพระกระยาหารมื้อสุดท้าย ณ ที่นั้น
เมื่อเสด็จออกจากบ้านนายจุนทะไปแล้ว ในการเดินทางไปสู่กรุงกุสินารา ซึ่งมีพระพุทธประสงค์จะเสด็จปรินิพพาน ณ ป่าไม้สาละซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียง พระศาสดาก็ทรงประชวร


edit @ 18 Dec 2007 04:58:45 by DhammaWorld

 

1. ทรงฝันว่า มีโคตัวผู้สีเหมือนดอกอัญชัญ 4 ตัว ต่างคิดจะชนกัน ก็พากันวิ่งมาสู่ท้อง

พระลานหลวงจาก 4 ทิศ  ฝูงชนต่างรอดู  โคทั้งสี่ก็ส่งเสียงคำรามลั่น แต่แล้วต่างก็ถอยออกไป

ไม่ชนกัน - พระพุทธเจ้าได้ทรงทำนายว่า ในอนาคตในชั่วศาสนาของพระองค์ เมื่อโลกหมุน

ไปถึงจุดที่เสื่อมลง มนุษย์ไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ฝนฟ้าจักแล้ง ทุพภิกขภัยจักเกิดขึ้น  

คล้ายเมฆตั้งเค้าจะมีฝน มีเสียงคำรามกระหึ่ม  แต่แล้วก็ไม่ตก กลับเลยหายไป เหมือนโค

ตั้งท่าจะชนกัน แต่ไม่ชนกันฉะนั้น

 

 

2. ทรงฝันว่า ต้นไม้เล็กๆ และกอไผ่ที่โตเพียงคืบบ้าง ศอกบ้าง ก็ออกดอกออกผลแล้ว - พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า ต่อไปเมื่อโลกเสื่อม  มนุษย์แม้จะมีอายุเยาว์  มีวัยยังไม่สมบูรณ์

ก็จะมีราคะกล้า และสมสู่กันตั้งแต่อายุยังน้อย  และจะมีลูกแต่เด็กๆ เหมือนต้นไม้เล็กๆ 

แต่ก็มีผลแล้ว

 

 

3. ทรงฝันว่า ทรงเห็นแม่โคใหญ่ๆ พากันดื่มนมของฝูงลูกโคที่เพิ่งเกิด - ทรงทำนายว่า ต่อไปในอนาคตการเคารพนบนอบผู้ใหญ่  เช่น พ่อแม่  ครูบาอาจารย์จะเสื่อมถอย  คนเฒ่าคนแก่พ่อแม่เมื่อหมดที่พึ่ง หาเลี้ยงตนไม่ได้  ก็ต้องง้อ ต้องประจบเด็กๆ ดังที่แม่โคที่ต้องกินนมลูกโคฉะนั้น

 

 

4. ทรงฝันว่าผู้คนไม่ใช้วัวตัวใหญ่ ที่สมบูรณ์แข็งแรงเทียมแอกลากเกวียน กลับไปใช้

โครุ่นๆ ที่ยังปราศจากกำลังมาลาก เมื่อมันลากเกวียนให้แล่นไม่ได้  มันก็สลัดแอกนั้นเสีย -

ทรงทำนายว่า ในภายหน้าเมื่อผู้มีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม แทนที่จะยกย่องและมอบหมายหน้าที่ ให้กับผู้มีสติปัญญา ความรู้  กลับไปมอบยศศักดิ์ให้กับคนหนุ่มที่อ่อนหัด  ด้อยประสบการณ์  ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดี กิจการต่างๆ ก็ไม่สำเร็จ ก็เหมือนใช้โครุ่นมาเทียมแอก เกวียนก็

แล่นไม่ได้ฉันใด ก็ฉันนั้น

 

 

5. ทรงฝันว่าเห็นม้าตัวหนึ่ง มีปากสองข้าง  ฝูงชนก็เอาหญ้าไปป้อนที่ปากทั้งสองข้าง

มันก็กินทั้งสองข้าง - ทรงทำนายว่า ในอนาคตเมื่อผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจไม่ดำรงอยู่ในธรรม

ตั้งคนพาล หรือคนไม่มีศีลธรรมไว้ในตำแหน่งอันมีผลต่อผู้อื่น คนเหล่านั้นก็จะไม่นึกถึง

บาปบุญ คุณโทษ แต่จะตัดสินคดีต่างๆ ตามแต่ใจชอบ โดยเอาสินบนจากทั้งสองฝ่ายเป็นประมาณ ดังม้าที่กินหญ้าทั้งสองปาก

 

 

6. ทรงฝันว่าฝูงชนเอาถาดทองราคาแพง ไปให้หมาจิ้งจอกแก่ตัวหนึ่ง พร้อมเชื้อเชิญให้

หมาจิ้งจอกตัวนั้น ถ่ายปัสสาวะใส่ถาดทองนั้น - ทรงทำนายว่า ต่อไปคนดีมีสกุลทั้งหลายจะ

สิ้นอำนาจวาสนา คนตระกูลต่ำ หรือคนพาลจะได้เป็นใหญ่เป็นโต และคนมีตระกูล ก็จะต้อง

ยกลูกสาว ให้แก่ผู้ไร้ตระกูลเหล่านั้น เหมือนเอาถาดทองไปให้หมาปัสสาวะรด

 

 

7.ทรงฝันว่า มีชายคนหนึ่งนั่งฟั่นเชือก แล้วหย่อนไปในที่ใกล้เท้า แม่หมาจิ้งจอกโซ
ตัวหนึ่ง นอนอยู่ใต้ตั่งที่บุรุษนั้นนั่งอยู่ แล้วก็กัดกินเชือกนั้น โดยที่เขาไม่รู้ตัว - ทรงทำนายว่า
ในกาลข้างหน้า ผู้หญิงจะเหลาะแหละ โลเล ลุ่มหลงในสุรา เอาแต่แต่งตัว เที่ยวเตร่
ประพฤติทุศีล แล้วก็จะเอาทรัพย์ที่สามีหาได้ด้วยความลำบากไปใช้ หรือให้ชายชู้ เหมือนนาง
หมาโซที่นอนใต้ตั่ง คอยกัดกินเชือกที่เขาฟั่น และหย่อนลงไว้ใกล้เท้า
 
 
8. ทรงฝันว่ามีตุ่มน้ำเต็มเปี่ยมตุ่มหนึ่งวางอยู่ตรงประตูวัง แวดล้อมด้วยตุ่มว่างๆ เป็นอันมาก แต่คนก็ยังไปตักน้ำใส่ตุ่มที่เต็มอยู่ จนล้นแล้วล้นอีก โดยไม่เหลียวแลจะตักใส่ตุ่มที่ว่างๆ นั้นเลย

- ทรงทำนายว่า ในอนาคต เมื่อศาสนาเสื่อม คนเป็นใหญ่หรือมีอำนาจ จะเบียดเบียนหรือเอา

เปรียบผู้ด้อยกว่า คนที่รวยอยู่แล้ว ก็จะมีคนจนหารายได้ ไปส่งเสริมให้รวยยิ่งขึ้น ดังฝูงชนที่ต้องตักน้ำใส่ตุ่มใหญ่ที่เต็มอยู่แล้วจนล้น  ส่วนตุ่มที่ว่างอยู่กลับไม่ไปใส่น้ำ

9. ทรงฝันเห็นสระแห่งหนึ่ง มีบัวนานาชนิดขึ้นอยู่เต็ม และมีท่าขึ้นลงโดยรอบ

สัตว์ต่างๆ ก็พากันดื่มน้ำในสระ แต่แทนที่น้ำบริเวณที่สัตว์เหยียบย่ำจะขุ่น กลับใสสะอาด ส่วนน้ำที่อยู่ลึกกลางสระที่สัตว์ไม่ไปดื่มหรือ เหยียบย่ำแทนที่จะใส กลับขุ่นข้น - ทรงทำนายว่า

ต่อไป เมื่อคนมีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม ขาดเมตตา คอยใช้อำนาจ รีดนาทาเร้นหรือกินสินบน

ชาวบ้านชาวเมือง ก็จะหนีไปอยู่ตามชายแดนหรือที่อื่นๆ ทำให้ที่นั้นๆ ที่คนพากันไปอยู่มีความ

มั่นคงเป็นปึกแผ่น เหมือนน้ำรอบๆ สระที่ใส ส่วนเมืองหลวงกลับว่างเปล่า เหมือนกลางสระที่ขุ่น

 

 

10. ทรงฝันว่า เห็นข้าวที่คนหุงในหม้อใบเดียวกัน สุกไม่เท่ากัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

ข้าวแฉะ ข้าวดิบ และข้าวสุกดี - ทรงทำนายว่า ในอนาคต เมื่อคนทั้งหลายไม่อยู่ในศีลในธรรม

กันมากขึ้น ก็จะทำให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือตกไม่ทั่วถึง ทำให้การเพาะปลูกบางแห่ง

ได้ผล บางแห่งก็ไม่ได้ผล เช่นเดียวกับข้าวที่มีสุกบ้าง ดิบบ้าง และแฉะบ้าง

 

 

11. ทรงฝันว่าคนนำแก่นจันทน์ที่มีราคาแพง ไปแลกกับเปรียงเน่า (อ่านว่า เปฺรียง มี 3

ความหมาย คือ 1. นมส้มผสมน้ำแล้วเจียวให้แตกมัน 2.น้ำมันจากไขข้อวัว และ 3.เถาวัลย์

เปรียง แต่ในที่นี้น่าจะหมายถึงเถาวัลย์เปรียง เทียบกับแก่นจันทน์ที่เป็นไม้เหมือนกันมากกว่า

2 ความหมายแรก) - ทรงทำนายว่า กาลภายหน้า พระภิกษุอลัชชีเห็นแก่ได้ทั้งหลาย แทนที่

จะนำธรรมะ ที่พระพุทธองค์สอน ไปสอนสั่งให้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ และละความโลภ กลับใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหากิน หาปัจจัยบริจาคเข้าตัวเอง เหมือนเอาแก่น

จันทน์ (ธรรมะคำสอนที่ดี) ไปแลกเอาเถาวัลย์เน่า (ลาภอามิสที่ได้รับมา ซึ่งไม่จีรังและไม่ช่วย

ให้พ้นทุกข์จริงๆ ได้)

 

 

12. ทรงฝันเห็นกระโหลกน้ำเต้าจมน้ำได้ - ทรงทำนายว่า ต่อไปคำพูดของคน ที่ไม่ควรจะ

ได้รับความเชื่อถือ กลับจะได้รับความเชื่อถือ โดยเปรียบถ้อยคำของคนที่ไม่น่าเชื่อว่ามีน้ำหนักเบาเหมือนกับผลน้ำเต้า ซึ่งปกติจะลอยน้ำ แต่เมื่อคนเชื่อว่าคำพูดเหล่านั้นมีน้ำหนัก หรือหนักแน่น จึงเปรียบคำพูดนั้น

ว่ามีน้ำหนัก ราวกับน้ำเต้าที่จมน้ำได้

 

 

13. ทรงฝันว่าศิลาแท่งทึบขนาดเรือน ลอยน้ำได้เหมือนเรือ - ทรงทำนายว่า ถ้อยคำของคนที่ควรได้รับการเชื่อถือ ซึ่งหนักแน่น มีน้ำหนักเปรียบประดุจแท่งศิลา กลับไม่

ได้รับความเชื่อถือ หรือกลายเป็นถ้อยคำที่ไม่มีน้ำหนักเหมือน เรือที่ลอยได้ ข้อนี้ตรงกันข้าม

กับข้อที่แล้ว คือ คนหันไปเชื่อคำพูดคนที่ไม่ควรเชื่อ เหมือนสิ่งที่ควรลอยกลับจม สิ่งที่ควร

จมกลับลอย

 

 

14. ทรงฝันว่า ทรงเห็นฝูงเขียดตัวเล็กๆ วิ่งไล่กวดงูเห่าตัวใหญ่ และกัดเนื้องูเห่าขาด

เหมือนกัดก้านบัว แล้วกลืนกินเข้าไป - ทรงทำนายว่า เมื่อมนุษย์ปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลส

ราคะ สามีจะตกอยู่ในอำนาจของเมียเด็ก และจะถูกดุด่าว่ากล่าวเช่นเดียวกับคนรับใช้ เหมือน

เขียดตัวเล็กๆ แต่กลับกินงูได้

 

 

15. ทรงฝันว่า ฝูงพญาหงส์ทอง ที่มีขนเป็นทอง ถูกแวดล้อมด้วยกา - ทรงทำนายว่า ในอนาคตผู้มีตระกูลต้องไปเที่ยวประจบ และสวามิภักดิ์ต่อผู้ไม่มีตระกูล เหมือนหงส์ทองแวด

ล้อมด้วยกา

 

 

16. ทรงฝันว่า ฝูงแกะพากันไล่กวดฝูงเสือเหลือง และกัดกิน ทำให้เสืออื่นๆ สะดุ้งกลัว จนต้องหนีไปแอบซ่อนตัวจากฝูงแกะ - ทรงทำนายว่าต่อไปภายหน้า คนชั่ว หรือคนที่ไม่ดี

จะเรืองอำนาจ และใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ทำให้คนดีถูกทำร้าย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม

ต้องหลบหนี ซ่อนตัวจากภัยร้ายเหล่านี้ เหมือนเสือซ่อนตัวจากแกะ

 

ป.ล. ขอบคุณทุกท่านนะครับที่ติดตามอ่าน

edit @ 27 Jan 2008 13:02:05 by DhammaWorld

ภาพปริศนาธรรม (ตอนที่ 1)

posted on 01 Feb 2008 15:19 by dhammaworld  in buddha
1.พุทธะองค์จริง

พุทธตัวจริง
คือ ความเบ่งบานถึงที่สุด
ของธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ
ซึ่งมีอยู่แล้วในคนทุกคน

พุทธองค์จริงคือความเบ่งบานถึงที่สุดของธรรมชาติแห่งความเป็น พุทธะ ซึ่งมีอยู่แล้วในคนทุกคน.ธรรมชาติแห่งการตรัสรู้อันสูงสุด มีอยู่แล้วในคนทุก ๆ คน ซึ่งไม่ต้องแสวงหาจาก

ภายนอกเลย. ด้วย เหตุ ที่คนทั่วไปนั้นมัวยึดมั่น ถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายโดยความเป็น "ตน" เป็น "ของตน" อันมิใช่ความจริงแท้ของธรรมชาติ จึงต้องเป็นทุกข์ และวกวนอยู่ในสังสารวัฎฎ์ ธรรมชาติ แห่งการ

ตรัสรู้นั้นจึง ไม่วิวัฒนาการ ถึงที่สุดได้.พันธุ์ไม้ดอกที่ต้องแคระแกร็น ด้วยเพลี้ยหรือแมลง ,ทั้งที่ธรรมชาติสูงสุดแห่งการผลิดอกออกผล ของ ต้นไม้ นั้นมีอยู่ ; แต่ไม่สามารถถึงที่สุดของวิวัฒนาการ

ได้ ฉันใด; ชีวิตบางชีวิตไม่สามารถวิวัฒนาการ ถึงที่สุดของชีวิตคือ "ความหลุดพ้น" ฉันนั้น.ดอกบัวในภาพ

ที่กำลังเบ่งบาน ๗ ดอก คือ องค์แห่งการตรัสรู้ ๗ ประการ (โพชฌงค์เจ็ด).ส่วนพระพุทธใต้ร่วมโพธิ์นั้น คือ

สัญลักษณ์แทน "พุทธภาวะ" ที่ประทับอยู่ในใจของคนทุกคนแล้ว.

 
2.เสียงตบมือข้างเดียว
เมื่อจิตรับอารมณ์ภายนอกแล้วไม่ยึดถือปรุงแต่งเป็นเราเป็นของเรา มีแต่สติ ปัญญาที่จะจัดการกับอารมณ์
นั้นอย่างถูกต้อง จิตก็สงัดจากอารมณ์ทั้งปวง เสมือนเสียงแห่งความเงียบของมือที่ตบข้างเดียว ที่ปราศจากมืออื่นมาตบด้วย. ความเงียบสงัดชนิดนี้จึงดังก้องอยู่ในใจ กลบเสียงของโลกแห่งการตบมือสอง
ข้างเสียสิ้น นี่คือความระงับดับทุกข์ที่แท้จริง ; และอาจประมวลมาเป็นคำกลอนได้ดังนี้

มือฉันตบข้างเดียวส่งเสียงลั่น
เมื่อท่านตบสองข้างจึงดังได้
เสียงมือฉันดังก้องทั้งโลกัย
เสียงมือท่านดังไกลไม่กี่วา ฯ

เสียงความว่างดังกลบเสียงความวุ่น
ทั้งมีคุณกว่ากันทางหรรษา
เสียงสงบกลบเสียงทั้งโลกา
หูของข้าได้ยินแต่เสียงนั้น ฯ

เสียงของโลกดังเท่าไรไม่ได้ยิน
เพระเหตุวิญญาณรับแต่เสียงนั่น
เป็นเสียงซึ่งผิดเสียงอย่างสามัญ
เป็นเสียงอันดังสุดจะพรรณนา ฯ

มือข้างเดียวตบดังฟังดูเถิด
แสนประเสริฐคือจิตไม่ใฝ่หา
ไม่ยึดมั่นอารมณ์ใดไม่นำพา
มันร้องท้าเย้ยทุกข์ทุกเมื่อเอย ฯ

 
3.ในโลกนี้มีพุทธศาสนา
เพื่อเข่นฆ่าสิ่งเหล่านี้มิให้เหลือ

ภาพนี้เป็นภาพแท่นวัชระอาสน์ ธรรมจักร และตรีรัตนะ ใต้ต้นโพธิ์ อันแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

และมีล้อธรรมจักร หมายถึงธรรมะของพระองค์ กำลังแล่นตัดหรือทำลาย ซึ่ง "การเบียดเบียน พิธีรีตอง ความหลอกลวง โชคชะตาราศี ชั้นวรรณะ ไสยศาสตร์ ความเมาศาสนา เมาสวรรค์ เมาตำรา

เมาอาจารย์ และเมาอัตตา ตัวตน".
มีคำบรรยายประกอบภาพว่า "ในโลกนี้มีพุทธศาสนา เพื่อเข่นฆ่าสิ่งเหล่านี้มิให้เหลือ"
นั่นคือทำลายสิ่งดังกล่าวนั่นเอง.

สิ่งดังกล่าวมีขึ้นมาในโลกก็เพราะอำนาจความเห็นแก่ตัว ที่มีอยู่ในจิตใจของคนเราแต่ละคน ๆ นี่เอง.

ดังนั้น หากทำลายความเห็นแก่ตัวลงไปด้วยเครื่องมือธรรมของพระพุทธองค์ สิ่งดังกล่าวจะถูกทำลายพร้อม

กันไปในตัว. สิ่งดังกล่าวหมดไปจากจิตใจของเราได้เพียงใด ความเป็น "ชาวพุทธ" ของเรา (ความไม่ทุกข์ ) จะสมบูรณ์ขึ้นเพียงนั้น ตรงกันข้าม หากสิ่งดังกล่าวยังเต็มอัดอยู่ในจิตใจ ก็พึงรู้ตัวเถิดว่า เราเป็นชาวพุทธแต่เพียงเปลือกนอกหรือเพียงทะเบียนเท่านั้น

 
4.พระองค์อยู่หลังม่าน
ภาพนี้เป็นภาพที่มีชื่อว่า "พระองค์อยู่หลังม่าน" ซึ่งมี ความหมายว่า เมื่อความทุกข์ ความร้อน ความทรมาน
ความวุ่นวาย ความหนักอึ้งเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ใด ขอท่านได้โปรดทราบเถิดว่า ในขณะนั้น "พระพุทธองค์" กำลังประทับอยู่เบื้องหลังของความทุกข์นั้น คือจะดลใจปรากฏในดวงจิตของบุคคลผู้นั้นเอง เพื่อแนะแนวทางแห่งความหลุดรอดจากความทุกข์ให้แก่เรา แต่เราจะได้ยินคำชี้แนะของพระพุทธองค์
หรือไม่นั้น มันขึ้นอยู่ที่สติปัญญาของเราแต่ละคนนี่เอง.
 
 
5.เสียงขลุ่ยกลับมาหากอไผ่

"เสียงขลุ่ยหวนกลับมาหากอไผ่"
จงคิดให้เห็นความตามนี้หนอ
ว่าไผ่ลำตัดไปจากไผ่กอ
ทำขลุ่ยพอเป่าได้เป็นเสียงมา

เสียงก็หวนกลับมาหากอไผ่
เป่าเท่าไรกลับกันเท่านั้นหนา
เหมือนไอน้ำจากทะเลเป็นเมฆา
กลายเป็นฝนกลับมาสู่ทะเล ฯ

เหมือนตัณหาพาคนด้นพิภพ
พอสิ้นฤทธิ์ก็ตระหลบหนทางเห
วิ่งมาสู่แดนวิสุทธิ์หยุดเกเร
ไม่เถลไถลไปที่ไหนเลย;

อันความวุ่นวิ่งมาหาความว่าง
ไม่มีทางไปไหนสหายเอ๋ย
ในที่สุดก็ต้องหยุดเหมือนอย่างเคย
ความหยุดเฉยเป็นเนื้อแท้แก่ธรรมเอย ฯ

คนทุกคนมีแรงพลุ่งไปใน "ความเกิด" ด้วยฤทธิ์ของตัณหาและอุปาทาน. โดยเหตุที่ไม่ทราบว่า ที่แท้อารมณ์ทั้งปวงนั้น ก่อตัวพลุ่งขึ้นก็เพียงมุ่งกลับสู่สภาพเดิม คือ "ความดับเหมือนไม้ไผ่ตัดจากกอไผ่ไปทำขลุ่ยเป่าเสียงดังไพเราะ ก็เพียงเพื่อ "ความดับ" แห่งเสียงนั้นลงสู่สภาพไม้ไผ่จากกอเดิม; หรือเหมือนไอน้ำจากทะเล พลุ่งขึ้นเป็นเมฆาและตกเป็นฝนลงสู่ทะเล

ตามเดิมความวุ่นที่พลุ่งขึ้น ก็ย่อมดับมอดลงสู่ ความว่าง อันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ เพราะฉะนี้แล ความไม่ดิ้นรนทะยานไปในอารมณ์ทั้งปวง ด้วยตัณหาอุปาทาน จึงเป็นความดับสนิทไปแต่ต้นมือแล้ว.

 
6.ปฏิบัติเพื่อความสะอาด

อาบอะไรล้างกันใหญ่ดูให้ดี
ดูอาบกันให้เต็มที่ไม่มีเฉย
"ไม่น่าดูนั่นแหล่ะดูให้ดีเอย"
ขอเฉลยอรรถอ้าง "ล้างตัวกู "

อาบที่หนึ่งนั้นล้างส่วนร่างกาย
ย่อมทำได้โดยขยันหมั่นเช็ดถู
ภาพพวกเซ็นอาบเป็นตัวอย่างดู
ล้างตัวกูกันอย่างหนักด้วยรักทำ

อาบที่สองของล้างไล่กิเลส
ที่เป็นเหตุเผลอไพล่ไถลถลำ
เที่ยวยึดนั่นยึดนี่ที่กอบกำ
เอามาทำเป็น "ตัวกู " และ " ของกู "

เอาน้ำคำธรรมะเข้าชะล้าง
ให้สว่างสะอาดสิ้นสงบอยู่
อะไรมาไม่ยึดมั่นไม่ขัดถู
สิ้น "ตัวกู " เป็นวิมุตติดีสุดดี

ยามอาบล้างท่าทางไม่น่าดู
อาบเสร็จแล้วสวยหรูชูศักดิ์ศรี
ยามชะล้างแสนยากลำบากมี
ลุถึงที่สุขล้วนชวนชมเอย ฯ

อาบน้ำนั้น ตอนอาบไม่น่าดู อาบเสร็จแล้วสะอาดหมดจดฉันใด; ขณะปฏิบัติต่อสู้กับกิเลส น่าทรมาน ชนะกิเลสแล้วพบความสงบผาสุขฉันนั้น.

อาบน้ำทางกาย ชำระเหงื่อไคล อาบทางใจคือชำระล้างความยึดถือว่า "เรา" ว่า "ของเรา" อันเป็นของสกปรกสำหรับใจ.

เครื่องมือในการอาบน้ำ คือ ถังในภาพ ส่วนเครื่องอาบชำระใจ คือ "การปฏิบัติธรรม"


edit @ 1 Feb 2008 15:39:51 by DhammaWorld

ภาพปริศนาธรรม (ตอนที่ 2)

posted on 03 Feb 2008 22:52 by dhammaworld  in buddha
7.ดอกไม้จัดคน

คนนั่งจัดบุปผชาติก็คาดคิด
ว่าพิชิตมันได้ตามใจหวัง
ความคิดนี้ถูกดีแล้วหรือยัง
มันจัดใครเข้าให้มั่งหยั่งคิดดู

คิดดูเถิดพวกถนัดจัดมาลัย
ลิงโลดใจว่าจัดได้สวยหรู
ใครจัดใครแย่ไปให้นึกดู
อย่าหลงรู้แต่ว่าตนจัดมาลัย

ดูให้ดีพวกคนหลงดอกไม้
มันมัดท่านใจไข้อยู่ไหวไหว
ในทันทีที่คนจัดดอกไม้ไป
มันรวบใจคนมัดในบัดดล

ดอกไม้จัดคนบ้างอย่างภาพนี้
คือพวกที่หลงมันทุกแห่งหน
เด็กผู้ใหญ่ไพร่ผู้ดีมีหรือจน
ไม่เคยพ้นบุปผชาติคาดมัดเอย ฯ

คนมีกิเลสหมายมั่นว่าเราเป็นผู้จัดการ, เราเป็นผู้บงการทุกสิ่ง, เราเป็นผู้กระทำให้ได้

ตามใจเรา แต่ที่แท้คนกำลังถูกบงการจากกิเลสนั่นเอง จึงถูกกิเลสรัดรึงอยู่รอบด้าน.

ส่วนผู้รู้ใช้ปัญญาเข้าจัดการกับทุกเรื่อง จึงเป็น "อิสระ".

8.ไหว้พระพุทธรูป

อาจารย์ขาก้อนศิลาบ้านข้าเจ้า
ลุกขึ้นเต้นเร่าเร่าน่าเลื่อมใส
ทำพุทธรูปกันเถิดหนาเลิศกว่าใคร
"เออ, ทำได้ " แน่หนาท่านอาจารย์

"ถ้าอย่างนั้นไม่ได้แล้วไม่ได้แน่
เหตุว่าแกสงสัยไม่ฉาดฉาน
ขืนทำไปไม่มั่นมันป่วยการ
พุทธรูปตายด้านเพราะลังเล

ถ้าในใจเชื่อมั่นมันก็ได้
ถ้าในใจสงสัยมันก็เขว
เป็นพุทธจริงตรงที่ใจไม่เกเร
มันไหลเทออกจากใจข้างในเรา

พุทธะจริงข้างในมีดีอยู่แล้ว
พุทธรูปหินหรือแก้วมักพาเขลา
มีพุทธจริงแล้วจะวิ่งเที่ยวหาเอา
อะไรเล่ามาหมอบไหว้ให้ยุ่งเอย ฯ

ถ้าเชื่อ ก้อนดินก็เป็นพระพุทธรูปได้ ! แต่พระพุทธรูปชนิดนี้ยังเป็นของภายนอกเกินไป.

ส่วนพระพุทธเจ้าแท้จริง อยู่ที่ใจที่หมดสงสัยลังเลต่อชีวิตแล้ว พระพุทธรูปภายนอกนั้น

พาให้ลังเล. ถ้าพบ "พระ" ในใจแล้ว "พระ" นั้นคุ้มครองในทุกแห่งหน.

9.อยู่ให้เหมือนลิ้นงูในปากงู

"นั่นลูกตามองเห็นไม่เป็นหมัน
เขาใช้มันเล็งแลแก้ปัญหา
อยู่ในโลกอย่างไรไม่ทรมาน์
พิจารณาตรองไปให้จงดี.

อยู่ให้เหมือนลิ้นงูในปากงู
ไม่เคยถูกเขี้ยวงูอยู่สุขศรี
อยู่ในโลกไม่เคยถูกเขี้ยวโลกีย์
เป็นเช่นนี้อุปมาอย่าฟั่นเฟือน

คิดดูบ้างนั่งได้ในปากงู
ไม่เคยถูกเขี้ยวงูอยู่เสมือน
นั่งในห้องแสนสบายภายในเรือน
มีเค้าเงื่อนเหมือนพระภควันต์

อยู่ในโลกไม่กระทบโลกธรรม
อยู่เหนือกรรมเหนือทุกข์เป็นสุขสันต์
ใครมีตารีบเคารพนอบนบพลัน
รีบพากันทำตามยามนี้เอย ฯ

เขี้ยวของโลกที่ขบขย้ำคนอยู่ คือ โลกธรรม ๘ ประการ กลุ่มแรก คือ ลาภ, ยศ,

สรรเสริญ, สุข. กลุ่มหลัง คือ เสื่อมลาภ, เสื่อมยศ, นินทา, ทุกข์.

นั่นคือการได้และการเสีย, หรือบวกกับลบ นั่นเอง, ซึ่งเป็นเพียง "มายา" ปรากฏการณ์

ชั่วคราว ตามเหตุและปัจจัยปรุงแต่งขึ้น.

เห็นความ "เกิด-ดับ" ของมายานี้แล้ว "ไม่ถือมั่น" ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม จึงอยู่ในโลก

ไม่ต้องหนีไปไหน แต่ก็ไม่ถูกเขี้ยวของโลก; เหมือนลิ้นของงูอยู่ในปากงู ชิดเขี้ยวอันเต็มไป

ด้วยน้ำพิษ แต่ไม่เคยถูกพิษนั้นเลย. สำหรับโลกนอกตัวเราสมัยนี้ ก็นับว่าเต็มไปด้วยพิษงู

เราจะอยู่อย่างฉลาดโดยไม่ถูกเข้ากับพิษเหล่านั้น มีผลเท่ากับอยู่กันคนละโลกทีเดียว.

10.เต่าหินตาบอด

"โอ้เต่าเอ๋ยขอถามความสักอย่าง
ดูท่าทางของเต่าเรานึกขำ
ตัวเป็นหินตาก็บอดยอดเวรกรรม
มีพระธรรมอยู่บนหลังยังไม่รู้"

"มนุษย์เอ๋ย! เราจะบอกกรอกหูเจ้า
ตัวเราเองแหละคือธรรมตำตาอยู่
ธรรมของเจ้าคือตำราบ้าพอดู
ธรรมของตูคือตัวตูอยู่ที่ธรรม

ที่เป็นหินหมายถึงเย็นอย่างนิพพาน
เพราะประหารอวิชชาไยว่าขำ
ความหนวกบอดยอดสงบลบล้างกรรม
เป็นความว่างมีประจำอยู่ร่ำไป

อันตำรานั้นมิใช่พระธรรมเลย
คิดดูเถิดคนเอ๋ยอย่าไถล
จะมีธรรมกันบ้างช่างกระไร
คว้าเอาไว้แต่คัมภีร์ดีนักเอย ฯ"

มนุษย์ : เต่านี้ช่างโง่เสียจริง มีคัมภีร์อยู่บนหลังแล้ว เหตุไฉนจึงไม่รู้ธรรมะ

เต่า : บนหลังฉันนั้นยังไม่ใช่ธรรมะแท้จริง. ความหนวกบอด

คือความไม่ยินดียินร้ายในอารมณ์ที่มากระทบ; ความเย็นและสงบที่เนื้อตัวของ

ฉันตากห่าง เป็นธรรมะที่แท้จริง จะหาธรรมะที่แท้จริงที่ไหนอื่นเล่ามนุษย์เอ๋ย

11.ยิ่งคัดลอกยิ่งเลอะเทอะ

พระคัมภีร์ยังมิใช่องค์พระธรรม
มีไว้เพียงอ่านจำเมื่อศึกษา
ครั้นนานเข้าคัดลอกกันสืบมา
เพียงแต่เขียนอักขราให้คล้ายกัน

คัดพลางฉงนพลางช่างอึดอัด
ตัวไม่ชัดเดาไปคล้ายในฝัน
ยิ่งเป็นปราชญ์ยิ่งแก้ไปได้ไกลครัน
ยิ่งแก้มันก็ยิ่งเลอะไม่เจอะจริง.

ส่วนพระธรรมล้ำเลิศประเสริฐแท้
ไม่มีใครอาจแก้ให้ยุ่งขิง
ธรรมของใครใครเห็นตามเป็นจริง
มิใช่สิ่งคัดลอกหรือบอกกัน

ทั้งมิอาจถ่ายทอดวิธีใด
มีแต่การจัดใจให้สบสันติ์
ไม่มีทางซื้อขายหรือให้ปัน
หรือลอกกันให้เลอะไปไม่หยุดเอย ฯ

คัมภีร์ คือบันทึกที่ถูกคัดลอก และถูกนักปราชญ์แก้ไขเพิ่มเติมเรื่อยมา ผู้แก้ยิ่ง

เป็นปราชญ์เท่าใด ก็ยิ่งแก้ไขมากเท่านั้น จึงยิ่งมีทางที่จะผิดไปไกลมากเท่านั้น.

ส่วนธรรมะแท้นั้น คัดลอกไม่ได้, ผิดไม่ได้, ถูกไม่ได้, ถ่ายทอดไม่ได้, สอนไม่ได้,

จึงเลอะเทอะไม่ได้; รู้ได้เฉพาะตัว.

คัมภีร์แท้เล่มเดียว คือ ความล้ำลึกที่ชีวิตต้องหยั่งลงในชีวิต ด้วยชีวิตเอง.

12.ผู้ดับไม่เหลือ

อย่าเข้าใจไปว่าต้องเรียนมา
ต้องปฏิบัติลำบากจึงพ้นได้
ถ้ารู้จริงสิ่งเดียวก็ง่ายดาย
รู้ดับให้ไม่มีเหลือเชื่อก็ลอง

เมื่อเจ็บไข้ความตายจะมาถึง
อย่าพรั่นพรึงหวาดไหวให้หม่นหมอง
ระวังให้ดีดีนาทีทอง
คอยจดจ้องให้ตรงจุดหลุดได้ทัน

ถึงนาทีสุดท้ายอย่าให้พลาด
ตั้งสติไม่ประมาทเพื่อดับขันธ์
ด้วยจิตว่างปล่อยวางทุกสิ่งอัน
สารพันไม่ยึดครองเป็นของเรา

ตกกระไดพลอยกระโจนให้ดีดี
จะถึงที่มุ่งหมายได้ง่ายเข้า
สมัครใจดับไม่เหลือเมื่อไม่เอา
ก็ดับเราดับตนดลนิพพาน ฯ

ความรู้ทุกชนิดที่โลกรู้ยิ่งเพิ่มความพลุ่งขึ้นของโลก, เป็นไปเพื่อ "ความเกิด"

ของ "ตัวตน" อันเป็นต้นเหตุของความทุกข์ คือ การเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น.

ส่วนความรู้เพียงประการเดียวที่เป็นไปเพื่ออิสระและผาสุข คือการรู้เพื่อดับ "ตัวตน"

อันเป็นการดับทุกข์ในทุกแง่ .

ความรู้นั้น คือรู้ชัดว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของเรา"

อยู่ตราบลมหายใจสุดท้ายของชีวิต.

edit @ 4 Feb 2008 10:56:52 by DhammaWorld