พระพุทธประวัติ
posted on 18 Dec 2007 04:01 by dhammaworld in buddha
edit @ 18 Dec 2007 04:58:45 by DhammaWorld
edit @ 18 Dec 2007 04:58:45 by DhammaWorld
1. ทรงฝันว่า มีโคตัวผู้สีเหมือนดอกอัญชัญ 4 ตัว ต่างคิดจะชนกัน ก็พากันวิ่งมาสู่ท้อง
พระลานหลวงจาก 4 ทิศ ฝูงชนต่างรอดู โคทั้งสี่ก็ส่งเสียงคำรามลั่น แต่แล้วต่างก็ถอยออกไป
ไม่ชนกัน - พระพุทธเจ้าได้ทรงทำนายว่า ในอนาคตในชั่วศาสนาของพระองค์ เมื่อโลกหมุน
ไปถึงจุดที่เสื่อมลง มนุษย์ไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ฝนฟ้าจักแล้ง ทุพภิกขภัยจักเกิดขึ้น
คล้ายเมฆตั้งเค้าจะมีฝน มีเสียงคำรามกระหึ่ม แต่แล้วก็ไม่ตก กลับเลยหายไป เหมือนโค
ตั้งท่าจะชนกัน แต่ไม่ชนกันฉะนั้น
2. ทรงฝันว่า ต้นไม้เล็กๆ และกอไผ่ที่โตเพียงคืบบ้าง ศอกบ้าง ก็ออกดอกออกผลแล้ว - พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า ต่อไปเมื่อโลกเสื่อม มนุษย์แม้จะมีอายุเยาว์ มีวัยยังไม่สมบูรณ์
ก็จะมีราคะกล้า และสมสู่กันตั้งแต่อายุยังน้อย และจะมีลูกแต่เด็กๆ เหมือนต้นไม้เล็กๆ
แต่ก็มีผลแล้ว
3. ทรงฝันว่า ทรงเห็นแม่โคใหญ่ๆ พากันดื่มนมของฝูงลูกโคที่เพิ่งเกิด - ทรงทำนายว่า ต่อไปในอนาคตการเคารพนบนอบผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์จะเสื่อมถอย คนเฒ่าคนแก่พ่อแม่เมื่อหมดที่พึ่ง หาเลี้ยงตนไม่ได้ ก็ต้องง้อ ต้องประจบเด็กๆ ดังที่แม่โคที่ต้องกินนมลูกโคฉะนั้น
4. ทรงฝันว่าผู้คนไม่ใช้วัวตัวใหญ่ ที่สมบูรณ์แข็งแรงเทียมแอกลากเกวียน กลับไปใช้
โครุ่นๆ ที่ยังปราศจากกำลังมาลาก เมื่อมันลากเกวียนให้แล่นไม่ได้ มันก็สลัดแอกนั้นเสีย -
ทรงทำนายว่า ในภายหน้าเมื่อผู้มีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม แทนที่จะยกย่องและมอบหมายหน้าที่ ให้กับผู้มีสติปัญญา ความรู้ กลับไปมอบยศศักดิ์ให้กับคนหนุ่มที่อ่อนหัด ด้อยประสบการณ์ ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดี กิจการต่างๆ ก็ไม่สำเร็จ ก็เหมือนใช้โครุ่นมาเทียมแอก เกวียนก็
แล่นไม่ได้ฉันใด ก็ฉันนั้น
5. ทรงฝันว่าเห็นม้าตัวหนึ่ง มีปากสองข้าง ฝูงชนก็เอาหญ้าไปป้อนที่ปากทั้งสองข้าง
มันก็กินทั้งสองข้าง - ทรงทำนายว่า ในอนาคตเมื่อผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจไม่ดำรงอยู่ในธรรม
ตั้งคนพาล หรือคนไม่มีศีลธรรมไว้ในตำแหน่งอันมีผลต่อผู้อื่น คนเหล่านั้นก็จะไม่นึกถึง
บาปบุญ คุณโทษ แต่จะตัดสินคดีต่างๆ ตามแต่ใจชอบ โดยเอาสินบนจากทั้งสองฝ่ายเป็นประมาณ ดังม้าที่กินหญ้าทั้งสองปาก
6. ทรงฝันว่าฝูงชนเอาถาดทองราคาแพง ไปให้หมาจิ้งจอกแก่ตัวหนึ่ง พร้อมเชื้อเชิญให้
หมาจิ้งจอกตัวนั้น ถ่ายปัสสาวะใส่ถาดทองนั้น - ทรงทำนายว่า ต่อไปคนดีมีสกุลทั้งหลายจะ
สิ้นอำนาจวาสนา คนตระกูลต่ำ หรือคนพาลจะได้เป็นใหญ่เป็นโต และคนมีตระกูล ก็จะต้อง
ยกลูกสาว ให้แก่ผู้ไร้ตระกูลเหล่านั้น เหมือนเอาถาดทองไปให้หมาปัสสาวะรด
- ทรงทำนายว่า ในอนาคต เมื่อศาสนาเสื่อม คนเป็นใหญ่หรือมีอำนาจ จะเบียดเบียนหรือเอา
เปรียบผู้ด้อยกว่า คนที่รวยอยู่แล้ว ก็จะมีคนจนหารายได้ ไปส่งเสริมให้รวยยิ่งขึ้น ดังฝูงชนที่ต้องตักน้ำใส่ตุ่มใหญ่ที่เต็มอยู่แล้วจนล้น ส่วนตุ่มที่ว่างอยู่กลับไม่ไปใส่น้ำ
9. ทรงฝันเห็นสระแห่งหนึ่ง มีบัวนานาชนิดขึ้นอยู่เต็ม และมีท่าขึ้นลงโดยรอบ
สัตว์ต่างๆ ก็พากันดื่มน้ำในสระ แต่แทนที่น้ำบริเวณที่สัตว์เหยียบย่ำจะขุ่น กลับใสสะอาด ส่วนน้ำที่อยู่ลึกกลางสระที่สัตว์ไม่ไปดื่มหรือ เหยียบย่ำแทนที่จะใส กลับขุ่นข้น - ทรงทำนายว่า
ต่อไป เมื่อคนมีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม ขาดเมตตา คอยใช้อำนาจ รีดนาทาเร้นหรือกินสินบน
ชาวบ้านชาวเมือง ก็จะหนีไปอยู่ตามชายแดนหรือที่อื่นๆ ทำให้ที่นั้นๆ ที่คนพากันไปอยู่มีความ
มั่นคงเป็นปึกแผ่น เหมือนน้ำรอบๆ สระที่ใส ส่วนเมืองหลวงกลับว่างเปล่า เหมือนกลางสระที่ขุ่น
10. ทรงฝันว่า เห็นข้าวที่คนหุงในหม้อใบเดียวกัน สุกไม่เท่ากัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
ข้าวแฉะ ข้าวดิบ และข้าวสุกดี - ทรงทำนายว่า ในอนาคต เมื่อคนทั้งหลายไม่อยู่ในศีลในธรรม
กันมากขึ้น ก็จะทำให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือตกไม่ทั่วถึง ทำให้การเพาะปลูกบางแห่ง
ได้ผล บางแห่งก็ไม่ได้ผล เช่นเดียวกับข้าวที่มีสุกบ้าง ดิบบ้าง และแฉะบ้าง
11. ทรงฝันว่าคนนำแก่นจันทน์ที่มีราคาแพง ไปแลกกับเปรียงเน่า (อ่านว่า เปฺรียง มี 3
ความหมาย คือ 1. นมส้มผสมน้ำแล้วเจียวให้แตกมัน 2.น้ำมันจากไขข้อวัว และ 3.เถาวัลย์
เปรียง แต่ในที่นี้น่าจะหมายถึงเถาวัลย์เปรียง เทียบกับแก่นจันทน์ที่เป็นไม้เหมือนกันมากกว่า
2 ความหมายแรก) - ทรงทำนายว่า กาลภายหน้า พระภิกษุอลัชชีเห็นแก่ได้ทั้งหลาย แทนที่
จะนำธรรมะ ที่พระพุทธองค์สอน ไปสอนสั่งให้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ และละความโลภ กลับใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหากิน หาปัจจัยบริจาคเข้าตัวเอง เหมือนเอาแก่น
จันทน์ (ธรรมะคำสอนที่ดี) ไปแลกเอาเถาวัลย์เน่า (ลาภอามิสที่ได้รับมา ซึ่งไม่จีรังและไม่ช่วย
ให้พ้นทุกข์จริงๆ ได้)
12. ทรงฝันเห็นกระโหลกน้ำเต้าจมน้ำได้ - ทรงทำนายว่า ต่อไปคำพูดของคน ที่ไม่ควรจะ
ได้รับความเชื่อถือ กลับจะได้รับความเชื่อถือ โดยเปรียบถ้อยคำของคนที่ไม่น่าเชื่อว่ามีน้ำหนักเบาเหมือนกับผลน้ำเต้า ซึ่งปกติจะลอยน้ำ แต่เมื่อคนเชื่อว่าคำพูดเหล่านั้นมีน้ำหนัก หรือหนักแน่น จึงเปรียบคำพูดนั้น
ว่ามีน้ำหนัก ราวกับน้ำเต้าที่จมน้ำได้
13. ทรงฝันว่าศิลาแท่งทึบขนาดเรือน ลอยน้ำได้เหมือนเรือ - ทรงทำนายว่า ถ้อยคำของคนที่ควรได้รับการเชื่อถือ ซึ่งหนักแน่น มีน้ำหนักเปรียบประดุจแท่งศิลา กลับไม่
ได้รับความเชื่อถือ หรือกลายเป็นถ้อยคำที่ไม่มีน้ำหนักเหมือน เรือที่ลอยได้ ข้อนี้ตรงกันข้าม
กับข้อที่แล้ว คือ คนหันไปเชื่อคำพูดคนที่ไม่ควรเชื่อ เหมือนสิ่งที่ควรลอยกลับจม สิ่งที่ควร
จมกลับลอย
14. ทรงฝันว่า ทรงเห็นฝูงเขียดตัวเล็กๆ วิ่งไล่กวดงูเห่าตัวใหญ่ และกัดเนื้องูเห่าขาด
เหมือนกัดก้านบัว แล้วกลืนกินเข้าไป - ทรงทำนายว่า เมื่อมนุษย์ปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลส
ราคะ สามีจะตกอยู่ในอำนาจของเมียเด็ก และจะถูกดุด่าว่ากล่าวเช่นเดียวกับคนรับใช้ เหมือน
เขียดตัวเล็กๆ แต่กลับกินงูได้
15. ทรงฝันว่า ฝูงพญาหงส์ทอง ที่มีขนเป็นทอง ถูกแวดล้อมด้วยกา - ทรงทำนายว่า ในอนาคตผู้มีตระกูลต้องไปเที่ยวประจบ และสวามิภักดิ์ต่อผู้ไม่มีตระกูล เหมือนหงส์ทองแวด
ล้อมด้วยกา
16. ทรงฝันว่า ฝูงแกะพากันไล่กวดฝูงเสือเหลือง และกัดกิน ทำให้เสืออื่นๆ สะดุ้งกลัว จนต้องหนีไปแอบซ่อนตัวจากฝูงแกะ - ทรงทำนายว่าต่อไปภายหน้า คนชั่ว หรือคนที่ไม่ดี
จะเรืองอำนาจ และใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ทำให้คนดีถูกทำร้าย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม
ต้องหลบหนี ซ่อนตัวจากภัยร้ายเหล่านี้ เหมือนเสือซ่อนตัวจากแกะ
ป.ล. ขอบคุณทุกท่านนะครับที่ติดตามอ่าน
edit @ 27 Jan 2008 13:02:05 by DhammaWorld
พุทธตัวจริง
คือ ความเบ่งบานถึงที่สุด
ของธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะ
ซึ่งมีอยู่แล้วในคนทุกคน
พุทธองค์จริงคือความเบ่งบานถึงที่สุดของธรรมชาติแห่งความเป็น พุทธะ ซึ่งมีอยู่แล้วในคนทุกคน.ธรรมชาติแห่งการตรัสรู้อันสูงสุด มีอยู่แล้วในคนทุก ๆ คน ซึ่งไม่ต้องแสวงหาจาก
ภายนอกเลย. ด้วย เหตุ ที่คนทั่วไปนั้นมัวยึดมั่น ถือมั่น ในสิ่งทั้งหลายโดยความเป็น "ตน" เป็น "ของตน" อันมิใช่ความจริงแท้ของธรรมชาติ จึงต้องเป็นทุกข์ และวกวนอยู่ในสังสารวัฎฎ์ ธรรมชาติ แห่งการ
ตรัสรู้นั้นจึง ไม่วิวัฒนาการ ถึงที่สุดได้.พันธุ์ไม้ดอกที่ต้องแคระแกร็น ด้วยเพลี้ยหรือแมลง ,ทั้งที่ธรรมชาติสูงสุดแห่งการผลิดอกออกผล ของ ต้นไม้ นั้นมีอยู่ ; แต่ไม่สามารถถึงที่สุดของวิวัฒนาการ
ได้ ฉันใด; ชีวิตบางชีวิตไม่สามารถวิวัฒนาการ ถึงที่สุดของชีวิตคือ "ความหลุดพ้น" ฉันนั้น.ดอกบัวในภาพ
ที่กำลังเบ่งบาน ๗ ดอก คือ องค์แห่งการตรัสรู้ ๗ ประการ (โพชฌงค์เจ็ด).ส่วนพระพุทธใต้ร่วมโพธิ์นั้น คือ
สัญลักษณ์แทน "พุทธภาวะ" ที่ประทับอยู่ในใจของคนทุกคนแล้ว.
มือฉันตบข้างเดียวส่งเสียงลั่น
เมื่อท่านตบสองข้างจึงดังได้
เสียงมือฉันดังก้องทั้งโลกัย
เสียงมือท่านดังไกลไม่กี่วา ฯเสียงความว่างดังกลบเสียงความวุ่น
ทั้งมีคุณกว่ากันทางหรรษา
เสียงสงบกลบเสียงทั้งโลกา
หูของข้าได้ยินแต่เสียงนั้น ฯเสียงของโลกดังเท่าไรไม่ได้ยิน
เพระเหตุวิญญาณรับแต่เสียงนั่น
เป็นเสียงซึ่งผิดเสียงอย่างสามัญ
เป็นเสียงอันดังสุดจะพรรณนา ฯมือข้างเดียวตบดังฟังดูเถิด
แสนประเสริฐคือจิตไม่ใฝ่หา
ไม่ยึดมั่นอารมณ์ใดไม่นำพา
มันร้องท้าเย้ยทุกข์ทุกเมื่อเอย ฯ
ภาพนี้เป็นภาพแท่นวัชระอาสน์ ธรรมจักร และตรีรัตนะ ใต้ต้นโพธิ์ อันแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และมีล้อธรรมจักร หมายถึงธรรมะของพระองค์ กำลังแล่นตัดหรือทำลาย ซึ่ง "การเบียดเบียน พิธีรีตอง ความหลอกลวง โชคชะตาราศี ชั้นวรรณะ ไสยศาสตร์ ความเมาศาสนา เมาสวรรค์ เมาตำรา
เมาอาจารย์ และเมาอัตตา ตัวตน".
มีคำบรรยายประกอบภาพว่า "ในโลกนี้มีพุทธศาสนา เพื่อเข่นฆ่าสิ่งเหล่านี้มิให้เหลือ" นั่นคือทำลายสิ่งดังกล่าวนั่นเอง.
สิ่งดังกล่าวมีขึ้นมาในโลกก็เพราะอำนาจความเห็นแก่ตัว ที่มีอยู่ในจิตใจของคนเราแต่ละคน ๆ นี่เอง.
ดังนั้น หากทำลายความเห็นแก่ตัวลงไปด้วยเครื่องมือธรรมของพระพุทธองค์ สิ่งดังกล่าวจะถูกทำลายพร้อม
กันไปในตัว. สิ่งดังกล่าวหมดไปจากจิตใจของเราได้เพียงใด ความเป็น "ชาวพุทธ" ของเรา (ความไม่ทุกข์ ) จะสมบูรณ์ขึ้นเพียงนั้น ตรงกันข้าม หากสิ่งดังกล่าวยังเต็มอัดอยู่ในจิตใจ ก็พึงรู้ตัวเถิดว่า เราเป็นชาวพุทธแต่เพียงเปลือกนอกหรือเพียงทะเบียนเท่านั้น
"เสียงขลุ่ยหวนกลับมาหากอไผ่"
จงคิดให้เห็นความตามนี้หนอ
ว่าไผ่ลำตัดไปจากไผ่กอ
ทำขลุ่ยพอเป่าได้เป็นเสียงมา
เสียงก็หวนกลับมาหากอไผ่
เป่าเท่าไรกลับกันเท่านั้นหนา
เหมือนไอน้ำจากทะเลเป็นเมฆา
กลายเป็นฝนกลับมาสู่ทะเล ฯ
เหมือนตัณหาพาคนด้นพิภพ
พอสิ้นฤทธิ์ก็ตระหลบหนทางเห
วิ่งมาสู่แดนวิสุทธิ์หยุดเกเร
ไม่เถลไถลไปที่ไหนเลย;
อันความวุ่นวิ่งมาหาความว่าง
ไม่มีทางไปไหนสหายเอ๋ย
ในที่สุดก็ต้องหยุดเหมือนอย่างเคย
ความหยุดเฉยเป็นเนื้อแท้แก่ธรรมเอย ฯ
คนทุกคนมีแรงพลุ่งไปใน "ความเกิด" ด้วยฤทธิ์ของตัณหาและอุปาทาน. โดยเหตุที่ไม่ทราบว่า ที่แท้อารมณ์ทั้งปวงนั้น ก่อตัวพลุ่งขึ้นก็เพียงมุ่งกลับสู่สภาพเดิม คือ "ความดับเหมือนไม้ไผ่ตัดจากกอไผ่ไปทำขลุ่ยเป่าเสียงดังไพเราะ ก็เพียงเพื่อ "ความดับ" แห่งเสียงนั้นลงสู่สภาพไม้ไผ่จากกอเดิม; หรือเหมือนไอน้ำจากทะเล พลุ่งขึ้นเป็นเมฆาและตกเป็นฝนลงสู่ทะเล
ตามเดิมความวุ่นที่พลุ่งขึ้น ก็ย่อมดับมอดลงสู่ ความว่าง อันเป็นธรรมชาติเดิมแท้ เพราะฉะนี้แล ความไม่ดิ้นรนทะยานไปในอารมณ์ทั้งปวง ด้วยตัณหาอุปาทาน จึงเป็นความดับสนิทไปแต่ต้นมือแล้ว.
อาบอะไรล้างกันใหญ่ดูให้ดี
ดูอาบกันให้เต็มที่ไม่มีเฉย
"ไม่น่าดูนั่นแหล่ะดูให้ดีเอย"
ขอเฉลยอรรถอ้าง "ล้างตัวกู "
อาบที่หนึ่งนั้นล้างส่วนร่างกาย
ย่อมทำได้โดยขยันหมั่นเช็ดถู
ภาพพวกเซ็นอาบเป็นตัวอย่างดู
ล้างตัวกูกันอย่างหนักด้วยรักทำ
อาบที่สองของล้างไล่กิเลส
ที่เป็นเหตุเผลอไพล่ไถลถลำ
เที่ยวยึดนั่นยึดนี่ที่กอบกำ
เอามาทำเป็น "ตัวกู " และ " ของกู "
เอาน้ำคำธรรมะเข้าชะล้าง
ให้สว่างสะอาดสิ้นสงบอยู่
อะไรมาไม่ยึดมั่นไม่ขัดถู
สิ้น "ตัวกู " เป็นวิมุตติดีสุดดี
ยามอาบล้างท่าทางไม่น่าดู
อาบเสร็จแล้วสวยหรูชูศักดิ์ศรี
ยามชะล้างแสนยากลำบากมี
ลุถึงที่สุขล้วนชวนชมเอย ฯ
อาบน้ำนั้น ตอนอาบไม่น่าดู อาบเสร็จแล้วสะอาดหมดจดฉันใด; ขณะปฏิบัติต่อสู้กับกิเลส น่าทรมาน ชนะกิเลสแล้วพบความสงบผาสุขฉันนั้น.
อาบน้ำทางกาย ชำระเหงื่อไคล อาบทางใจคือชำระล้างความยึดถือว่า "เรา" ว่า "ของเรา" อันเป็นของสกปรกสำหรับใจ.
เครื่องมือในการอาบน้ำ คือ ถังในภาพ ส่วนเครื่องอาบชำระใจ คือ "การปฏิบัติธรรม"
edit @ 1 Feb 2008 15:39:51 by DhammaWorld
คนนั่งจัดบุปผชาติก็คาดคิด
ว่าพิชิตมันได้ตามใจหวัง
ความคิดนี้ถูกดีแล้วหรือยัง
มันจัดใครเข้าให้มั่งหยั่งคิดดู
คิดดูเถิดพวกถนัดจัดมาลัย
ลิงโลดใจว่าจัดได้สวยหรู
ใครจัดใครแย่ไปให้นึกดู
อย่าหลงรู้แต่ว่าตนจัดมาลัย
ดูให้ดีพวกคนหลงดอกไม้
มันมัดท่านใจไข้อยู่ไหวไหว
ในทันทีที่คนจัดดอกไม้ไป
มันรวบใจคนมัดในบัดดล
ดอกไม้จัดคนบ้างอย่างภาพนี้
คือพวกที่หลงมันทุกแห่งหน
เด็กผู้ใหญ่ไพร่ผู้ดีมีหรือจน
ไม่เคยพ้นบุปผชาติคาดมัดเอย ฯ
คนมีกิเลสหมายมั่นว่าเราเป็นผู้จัดการ, เราเป็นผู้บงการทุกสิ่ง, เราเป็นผู้กระทำให้ได้
ตามใจเรา แต่ที่แท้คนกำลังถูกบงการจากกิเลสนั่นเอง จึงถูกกิเลสรัดรึงอยู่รอบด้าน.
ส่วนผู้รู้ใช้ปัญญาเข้าจัดการกับทุกเรื่อง จึงเป็น "อิสระ".
อาจารย์ขาก้อนศิลาบ้านข้าเจ้า
ลุกขึ้นเต้นเร่าเร่าน่าเลื่อมใส
ทำพุทธรูปกันเถิดหนาเลิศกว่าใคร
"เออ, ทำได้ " แน่หนาท่านอาจารย์
"ถ้าอย่างนั้นไม่ได้แล้วไม่ได้แน่
เหตุว่าแกสงสัยไม่ฉาดฉาน
ขืนทำไปไม่มั่นมันป่วยการ
พุทธรูปตายด้านเพราะลังเล
ถ้าในใจเชื่อมั่นมันก็ได้
ถ้าในใจสงสัยมันก็เขว
เป็นพุทธจริงตรงที่ใจไม่เกเร
มันไหลเทออกจากใจข้างในเรา
พุทธะจริงข้างในมีดีอยู่แล้ว
พุทธรูปหินหรือแก้วมักพาเขลา
มีพุทธจริงแล้วจะวิ่งเที่ยวหาเอา
อะไรเล่ามาหมอบไหว้ให้ยุ่งเอย ฯ
ถ้าเชื่อ ก้อนดินก็เป็นพระพุทธรูปได้ ! แต่พระพุทธรูปชนิดนี้ยังเป็นของภายนอกเกินไป.
ส่วนพระพุทธเจ้าแท้จริง อยู่ที่ใจที่หมดสงสัยลังเลต่อชีวิตแล้ว พระพุทธรูปภายนอกนั้น
พาให้ลังเล. ถ้าพบ "พระ" ในใจแล้ว "พระ" นั้นคุ้มครองในทุกแห่งหน.
"นั่นลูกตามองเห็นไม่เป็นหมัน
เขาใช้มันเล็งแลแก้ปัญหา
อยู่ในโลกอย่างไรไม่ทรมาน์
พิจารณาตรองไปให้จงดี.
อยู่ให้เหมือนลิ้นงูในปากงู
ไม่เคยถูกเขี้ยวงูอยู่สุขศรี
อยู่ในโลกไม่เคยถูกเขี้ยวโลกีย์
เป็นเช่นนี้อุปมาอย่าฟั่นเฟือน
คิดดูบ้างนั่งได้ในปากงู
ไม่เคยถูกเขี้ยวงูอยู่เสมือน
นั่งในห้องแสนสบายภายในเรือน
มีเค้าเงื่อนเหมือนพระภควันต์
อยู่ในโลกไม่กระทบโลกธรรม
อยู่เหนือกรรมเหนือทุกข์เป็นสุขสันต์
ใครมีตารีบเคารพนอบนบพลัน
รีบพากันทำตามยามนี้เอย ฯ
เขี้ยวของโลกที่ขบขย้ำคนอยู่ คือ โลกธรรม ๘ ประการ กลุ่มแรก คือ ลาภ, ยศ,
สรรเสริญ, สุข. กลุ่มหลัง คือ เสื่อมลาภ, เสื่อมยศ, นินทา, ทุกข์.
นั่นคือการได้และการเสีย, หรือบวกกับลบ นั่นเอง, ซึ่งเป็นเพียง "มายา" ปรากฏการณ์
ชั่วคราว ตามเหตุและปัจจัยปรุงแต่งขึ้น.
เห็นความ "เกิด-ดับ" ของมายานี้แล้ว "ไม่ถือมั่น" ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม จึงอยู่ในโลก
ไม่ต้องหนีไปไหน แต่ก็ไม่ถูกเขี้ยวของโลก; เหมือนลิ้นของงูอยู่ในปากงู ชิดเขี้ยวอันเต็มไป
ด้วยน้ำพิษ แต่ไม่เคยถูกพิษนั้นเลย. สำหรับโลกนอกตัวเราสมัยนี้ ก็นับว่าเต็มไปด้วยพิษงู
เราจะอยู่อย่างฉลาดโดยไม่ถูกเข้ากับพิษเหล่านั้น มีผลเท่ากับอยู่กันคนละโลกทีเดียว.
"โอ้เต่าเอ๋ยขอถามความสักอย่าง
ดูท่าทางของเต่าเรานึกขำ
ตัวเป็นหินตาก็บอดยอดเวรกรรม
มีพระธรรมอยู่บนหลังยังไม่รู้"
"มนุษย์เอ๋ย! เราจะบอกกรอกหูเจ้า
ตัวเราเองแหละคือธรรมตำตาอยู่
ธรรมของเจ้าคือตำราบ้าพอดู
ธรรมของตูคือตัวตูอยู่ที่ธรรม
ที่เป็นหินหมายถึงเย็นอย่างนิพพาน
เพราะประหารอวิชชาไยว่าขำ
ความหนวกบอดยอดสงบลบล้างกรรม
เป็นความว่างมีประจำอยู่ร่ำไป
อันตำรานั้นมิใช่พระธรรมเลย
คิดดูเถิดคนเอ๋ยอย่าไถล
จะมีธรรมกันบ้างช่างกระไร
คว้าเอาไว้แต่คัมภีร์ดีนักเอย ฯ"
มนุษย์ : เต่านี้ช่างโง่เสียจริง มีคัมภีร์อยู่บนหลังแล้ว เหตุไฉนจึงไม่รู้ธรรมะ
เต่า : บนหลังฉันนั้นยังไม่ใช่ธรรมะแท้จริง. ความหนวกบอด
คือความไม่ยินดียินร้ายในอารมณ์ที่มากระทบ; ความเย็นและสงบที่เนื้อตัวของ
ฉันตากห่าง เป็นธรรมะที่แท้จริง จะหาธรรมะที่แท้จริงที่ไหนอื่นเล่ามนุษย์เอ๋ย
พระคัมภีร์ยังมิใช่องค์พระธรรม
มีไว้เพียงอ่านจำเมื่อศึกษา
ครั้นนานเข้าคัดลอกกันสืบมา
เพียงแต่เขียนอักขราให้คล้ายกัน
คัดพลางฉงนพลางช่างอึดอัด
ตัวไม่ชัดเดาไปคล้ายในฝัน
ยิ่งเป็นปราชญ์ยิ่งแก้ไปได้ไกลครัน
ยิ่งแก้มันก็ยิ่งเลอะไม่เจอะจริง.
ส่วนพระธรรมล้ำเลิศประเสริฐแท้
ไม่มีใครอาจแก้ให้ยุ่งขิง
ธรรมของใครใครเห็นตามเป็นจริง
มิใช่สิ่งคัดลอกหรือบอกกัน
ทั้งมิอาจถ่ายทอดวิธีใด
มีแต่การจัดใจให้สบสันติ์
ไม่มีทางซื้อขายหรือให้ปัน
หรือลอกกันให้เลอะไปไม่หยุดเอย ฯ
คัมภีร์ คือบันทึกที่ถูกคัดลอก และถูกนักปราชญ์แก้ไขเพิ่มเติมเรื่อยมา ผู้แก้ยิ่ง
เป็นปราชญ์เท่าใด ก็ยิ่งแก้ไขมากเท่านั้น จึงยิ่งมีทางที่จะผิดไปไกลมากเท่านั้น.
ส่วนธรรมะแท้นั้น คัดลอกไม่ได้, ผิดไม่ได้, ถูกไม่ได้, ถ่ายทอดไม่ได้, สอนไม่ได้,
จึงเลอะเทอะไม่ได้; รู้ได้เฉพาะตัว.
คัมภีร์แท้เล่มเดียว คือ ความล้ำลึกที่ชีวิตต้องหยั่งลงในชีวิต ด้วยชีวิตเอง.
อย่าเข้าใจไปว่าต้องเรียนมา
ต้องปฏิบัติลำบากจึงพ้นได้
ถ้ารู้จริงสิ่งเดียวก็ง่ายดาย
รู้ดับให้ไม่มีเหลือเชื่อก็ลอง
เมื่อเจ็บไข้ความตายจะมาถึง
อย่าพรั่นพรึงหวาดไหวให้หม่นหมอง
ระวังให้ดีดีนาทีทอง
คอยจดจ้องให้ตรงจุดหลุดได้ทัน
ถึงนาทีสุดท้ายอย่าให้พลาด
ตั้งสติไม่ประมาทเพื่อดับขันธ์
ด้วยจิตว่างปล่อยวางทุกสิ่งอัน
สารพันไม่ยึดครองเป็นของเรา
ตกกระไดพลอยกระโจนให้ดีดี
จะถึงที่มุ่งหมายได้ง่ายเข้า
สมัครใจดับไม่เหลือเมื่อไม่เอา
ก็ดับเราดับตนดลนิพพาน ฯ
ความรู้ทุกชนิดที่โลกรู้ยิ่งเพิ่มความพลุ่งขึ้นของโลก, เป็นไปเพื่อ "ความเกิด"
ของ "ตัวตน" อันเป็นต้นเหตุของความทุกข์ คือ การเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น.
ส่วนความรู้เพียงประการเดียวที่เป็นไปเพื่ออิสระและผาสุข คือการรู้เพื่อดับ "ตัวตน"
อันเป็นการดับทุกข์ในทุกแง่ .
ความรู้นั้น คือรู้ชัดว่า "สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของเรา"
อยู่ตราบลมหายใจสุดท้ายของชีวิต.
edit @ 4 Feb 2008 10:56:52 by DhammaWorld