karma

ประกาศห้ามฆ่า

posted on 06 May 2008 11:40 by dhammaworld  in karma
ประกาศห้ามฆ่า


   มนุษย์คือสัตว์ประเสริฐ ความประเสริฐสูงส่งของมนุษย์นั้น คือจิตคุณธรรม ความเมตตาที่มีอยู่ในจิตของมนุษย์นี้เอง ทำให้มนุษย์ได้ชื่อว่า สัตว์ประเสริฐ ความเมตตาเป็นสิ่งที่แยกมนุษย์ให้แตกต่างจากเดรัจฉาน ด้วยจิตสำนึก ..
   แต่มาบัดนี้ จิตที่เคยสูงส่งเปี่ยมด้วยความดีแห่งเมตตา ได้มีกำแพงเหล็กอันแน่นหนามาปิดกั้นไว้จนมืดบอด เมื่อมนุษย์ขาดจิตสำนึก จึงมองไม่เห็นผิดบาปที่ตนกำลังก่อขึ้นอย่งมหันต์ ..
   ลองคิดกันดู ...

1. บ้านเมืองกำลังเกิดสงคราม พวกเรากำลังถูกตามล่า ต่างพากันหนีตายอย่างลนลาน
 

ในขณะที่โจรไล่ต้อนจนมุม ความตายมาถึงเบื้องหน้า รู้ว่าไม่มีทางรอดแน่ จิตใจเราขณะนั้น ไม่สั่นสะท้านเพราะความกลัวจนขีดสุดหรอกหรือ !
 



2. ในขณะที่พวกโจรจับตัวได้ เราถูกฉุดกระชากลากไถไปอย่างหยาบช้า
 

ทำกับเราเยี่ยงหมูหมา ความรู้สึกของเราตอนนั้น จิตใจไม่แตกกระเจิงขวัญหนีดีฝ่อหรอกหรือ !
 

3. เมื่อเห็นคนรักของเรา ถูกทุบตีอย่างทารุณต่อหน้าต่อตา
 

เราทั้งโกรธทั้งแค้น ตะโกนร้องจนสุดเสียง วิงวอนขอชีวิตแทบขาดใจ ขณะนั้นใจเราไม่เจ็บปวดรวดร้าวหรอกหรือ !
 


 
4. ญาติมิตรของเราถูกพวกโจรจับได้ เอามาขึ้นตะแลงแกง
 

พวกโจรฆ่าฟันหั้นหั่นอย่างเลือดเย็น เสียงหวีดร้องร่ำไห้อย่างโอดโอยของพวกเขา ใจเราขณะนั้นไม่คิดจองล้างจองผลาญหรอกหรือ !
 


5. การฆ่ามาถึงตัวเรา พวกโจรเข้ารุมทำร้ายทุบถองตบตีจนกระอักเลือด
 

ความทรมานเจ็บปวด ยังไม่เท่ากับถูกกรีดเนื้อเถือหนังจนปวดแสบไปทั้งร่าง ใจเราขณะนั้นไม่อาฆาตเคียดแค้นหรอกหรือ !
 


 
6. นาทีแห่งความตายใกล้เข้ามา จิตใจเราห่อเหี่ยว ความหวังริบหรี่ลงทุกที
 

แต่เผอิญขณะนั้นมีโจรคนหนึ่งมาช่วยปล่อยตัว เรามีหวังขึ้นมาอีกครั้ง ใจเราขณะนั้นไม่ดีใจสำนึกขอบคุณหรอกหรือ !
 


7. ทันใดนั้น มีโจรอีกคนหนึ่ง ไม่เคยโกรธแค้นกันมาก่อน ตรงเข้ามาขัดขวางไม่ให้ปล่อยไปง่ายๆ
 

อ้อนวอนยังไงพวกโจรก็จะฆ่าเราให้ได้ ใจเราขณะนั้นไม่รู้สึกรันทดหดหู่หรอกหรือ !
 


 
8. ในขณะที่พวกโจรคิดจะปล่อยตัวพวกเรา แต่มีโจรคนหนึ่งคัดค้านขึ้นมาว่า ฆ่าเสียเลยจะดีกว่า
 

คนเหล่านี้เกิดมามีเคราะห์ ตายไปก็คงจะหมดเคราะห์หมดกรรม ใจเราขณะนั้นไม่เจ็บช้ำหรอกหรือ !
 


9. ในขณะคนรักของเราป่วยหนัก อาการแสนสาหัส จริงๆ แล้วถูกสั่งให้ปล่อย
 

แต่มีโจรใจดำคนหนึ่งไม่เห็นด้วย ป่วยหนักเช่นนี้ รอดตายยาก ฆ่าเสียสิ้นเรื่อง ใจเราขณะนั้นไม่เป็นเดือดเป็นแค้นหรอกหรือ !
 


 
10. ญาติมิตรของเราส่วนใหญ่มีลูกเล็กเด็กแดง พวกโจรคิดจะปล่อยไป
 

แต่มีโจรใจชั่วคนหนึ่งเสนอว่า เด็กพวกนี้ปล่อยไปก็ตาย ฆ่ากินดีกว่า เนื้ออ่อนอร่อย ใจเราขณะนั้นจะอโหสิให้ได้อีกหรือ !
 



   ไม่ว่าสัตว์น้อยใหญ่ หรือแม้กระทั่ง กุ้ง หอย ปู ปลา เมื่อถูกจับมานอนอยู่ข้างเขียง ต่อหน้ามีมีด ต่อหน้าน้ำมันร้อน มันก็ย่อมคิดว่า ตัวมันกับญาติมิตรที่ถูกจับมาด้วยกันนี้ อีกชั่วครู่ก็ต้องจบชีวิตอย่างเจ็บปวดสาหัส แต่ปากพูดไม่ได้ นอกจากชักดิ้นรับความทรมาน ..

รักษาศีล 5 แล้วได้อะไร?

posted on 16 Apr 2008 12:12 by dhammaworld  in karma
รักษาศีล 5 แล้วได้อะไร?

เรียบเรียงโดย : พระอธิการถวิล จนฺทสโร เจ้าอาวาสวัดถ้ำพระบำเพ็ญบุญ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย


เรื่องของศีลข้อที่ 1 คือเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้น จากการเบียดเบียนชีวิตซึ่งกันและกัน เนื่องจากชีวิตเป็นสิ่งที่ทุกคนรัก ทุกคนหวงแหน แม้สัตว์ทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน รักชีวิต หวงชีวิต กลัวชีวิต จะต้องตายทุก ๆ ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลาย ต่างดิ้นรน ต่อสู้ทุกวิถีทาง เพื่อให้ชีวิตของตนอยู่รอด แคล้วคลาด ปลอดภัย อยู่ดีมีความสุข พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติศีลข้อที่ 1 ด้วยเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายรักชีวิตของตนเป็นอันดับ 1

ศีลข้อที่ 1 ปาณาติปาตาเวรมณี

เว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเองหรือใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ...ถ้าไม่เว้นย่อมยังสัตว์ให้ไปเกิดในนรก ในสัตว์เดรัจฉานในเปรตวิสัย... และเมื่อเกิดเป็นมนุษย์อีกจะได้รับผล 9 ประการ คือ
  1. เป็นคนทุพพลภาพ
  2. เป็นคนรูปไม่งาม
  3. มีกำลังกายอ่อนแอ
  4. เป็นคนเฉื่อยชา
  5. เป็นคนขี้ขลาด
  6. เป็นคนผู้อื่นฆ่า, และฆ่าตัวเอง
  7. โรคภัยเบียดเบียน
  8. ความพินาศของบริวาร
  9. อายุสั้น และให้ผลติดต่อกันหลายชาติ
รักษาศีลข้อที่ 1 แล้วได้อะไร?
  1. ได้รับผลปฏิสนธิกาล คือ ได้เกิดเป็นมนุษย์หรือเกิดเป็นเทวดา เรียกว่า กามสุคติภูมิ
  2. ได้รับผลในปวัตติกาล คือ หลังจากเกิดแล้ว เช่น หลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้วได้รับผลอีก                      23 ประการ
อานิสงส์แห่งการรักษาศีลข้อที่ 1 มี 23 ประการ
  1. สมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหญ่
  2. มีร่างกายสมทรง
  3. สมบูรณ์ด้วยกำลังกาย
  4. มีเท้างามประดิษฐานลงด้วยดี
  5. เป็นผู้มีผิวพรรณสดใส
  6. มีรูปโฉมงามสะอาด
  7. เป็นผู้อ่อนโยน
  8. เป็นผู้มีความสุข
  9. เป็นผู้แกล้วกล้า
  10. เป็นผู้มีกำลังมาก
  11. มีถ้อยคำสละสลวยเพราะพริ้ง
  12. มีบริษัทรักใคร่ไม่แตกแยกจากตน
  13. เป็นคนไม่สะดุ้งตกใจกลัวต่อภัยเวร
  14. ข้าศึกศัตรูทำร้ายไม่ได้
  15. ไม่ตายด้วยความเพียรฆ่าของผู้อื่น
  16. มีบริวารที่หาที่สุดมิได้
  17. มีรูปร่างสวยงาม
  18. มีทรวดทรงสมส่วน
  19. มีความเจ็บไข้น้อย
  20. ไม่มีเรื่องเสียใจเศร้าโศก
  21. เป็นที่รักของชาวโลก
  22. ไม่พลัดพรากจากสิ่งที่รักและชอบใจ
  23. มีอายุยืน
 
ศีลข้อที่2อทินนาทานาเวรมณีเว้นจากการลักทรัพย์ด้วยตนเองหรือผู้อื่นลัก

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า อทินนา อันบุคคลเสพแล้วเจริญ แล้วกระทำให้มากแล้วย่อมยังสัตว์ให้ไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานในเปรตวิสัย วิบากแห่งอทินนาทานอย่างเบาที่สุด ย่อมยังความพินาศและโภคะให้เป็นไปแก่ผู้เกิดเป็นมนุษย์มีสมบัติต้องพินาศเมื่อเกิดเป็นมนุษย์อีกจะได้รับผล 6 ประการ

  1. เป็นคนด้อยทรัพย์
  2. เป็นคนยากจน
  3. เป็นคนอดอยาก
  4. ไม่ได้สมบัติที่ตนต้องการ
  5. ต้องพินาศในการค้า
  6. ทรัพย์พินาศเพราะภัยต่าง ๆ เช่น อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย ราชภัย โจรภัย เป็นต้น
รักษาศีลข้อที่ 2 แล้วได้อะไร
  1. ได้รับผลในปฏิสนธิกาล คือ ได้เกิดเป็น มนุษย์ หรือ เทวดา เรียกว่า กามสุคติภูมิ
  2. ได้รับผลในปวัตติกาล คือหลังจากเกิดเป็นมนุษย์แล้วจะได้รับผลอีก 11 ประการ
อานิสงส์ของการรักษาศีลข้อที่ 2 มี 11 ประการ
  1. จะเป็นผู้มีทรัพย์มาก
  2. มีข้าวของและอาหารมาก
  3. หาโภคทรัพย์ได้ไม่สิ้นสุด
  4. โภคทรัพย์ที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น
  5. หาสิ่งที่ปรารถนาได้รวดเร็ว
  6. สมบัติไม่กระจายด้วยภัยต่าง ๆ
  7. หาทรัพย์ได้โดยไม่ถูกแบ่งแยก
  8. ได้โลกุตตรทรัพย์คือนิพพาน
  9. อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข
  10. ไม่รู้ไม่เคยได้ยินคำว่าไม่มี
 
ศีลข้อที่ 3 กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณี...เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

ถ้าไม่เว้นจะเกิดอะไรขึ้น ...พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า บุคคลเสพแล้ว เจริญให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้ตกนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานในเปรตวิสัย ทำกาเมสุมิจฉาจาร แล้วได้อะไร ทำแล้วหากเกิดเป็นมนุษย์อีกได้รับผล 11 ประการ คือ
  1. มีผู้เกลียดชังมาก
  2. มีผู้ปองร้ายมาก
  3. ขัดสนทรัพย์
  4. ยากจนอดอยาก
  5. เป็นหญิง
  6. เป็นกระเทย
  7. เป็นชายในตระกูลต่ำ
  8. ได้รับความอับอายเป็นอาจิณ
  9. ร่างกายไม่สมประกอบ
  10. มากไปด้วยความวิตกห่วงใย
  11. พลัดพรากจากผู้ที่ตนรัก

...ผลทั้ง 11 ประการนี้เป็นเศษของกรรมกาเมสุมิจฉาจาร ให้ผลหลังจากไปตกนรกไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน หรือหลังจากไปเกิดเป็นเปรตมาแล้ว เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะได้รับผลของกาเมสุมิฉาจาร ในปวัตติกาลดังกล่าวแล้ว

รักษาศีลข้อที่ 3 แล้วได้อะไร

การละเว้นจากการประพฤติผิดในกามเสียได้จะได้รับผล 2 ขั้น คือ
  1. ได้รับผลในปฏิสนธิกาล คือเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา เรียกว่าได้ปฏิสนธิในกามสุคติภูมิ
  2. ได้รับผลในปวัตติกาล คือ หลังจากเกิดแล้ว เช่น ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ จะได้รับผลอีก 20 ประการ

อานิสงส์ของการรักษาศีลข้อที่ 3 มี 20 ประการ คือ
  1. ไม่มีข้าศึกศัตรู
  2. เป็นที่รักของคนทั่วไป
  3. นอนเป็นสุข
  4. ตื่นก็เป็นสุข
  5. พ้นภัยในอบายภูมิ
  6. ไม่เกิดเป็นหญิงหรือกระเทย
  7. ไม่โกรธง่าย
  8. ทำอะไรก็ได้โดยเรียบร้อย
  9. ทำอะไรเปิดเผยแจ่มแจ้ง
  10. มีความสง่า คอไม่ตก
  11. หน้าไม่ก้ม มีอำนาจ
  12. มีแต่เพื่อนรักทั้งบุรุษและสตรี
  13. มีอินทรีย์ 5 บริบูรณ์
  14. มีลักษณะบริบูรณ์
  15. ไม่มีใครรังเกียจ
  16. ขวนขวายน้อยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยมาก
  17. อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข
  18. ไม่ต้องกลัวภัยจากใคร ๆ
  19. ไม่ค่อยพลัดพรากจากของที่รัก
  20. หาข้าว, น้ำ, ที่อยู่, เครื่องนุ่งห่มได้ง่าย
 
ศีลข้อที่ 4 คือให้เว้นจากการพูดเท็จ พูดไม่เป็นความจริง พูดโกหกหรือพูดมุสา

ถ้าไม่เว้นจากมุสาวาท หรือพูดเท็จอะไรจะเกิดขึ้น...พระพุทธเจ้าตรัสว่า มุสาวาทอันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มาก แล้วย่อมยังสัตว์ไปในนรก ในกำเนิดดิรัจฉานในเปรตวิสัย ผลจากการกล่าวมุสาวาทอย่างเบาที่สุดย่อมยังกางแตกจากมิตรให้ไปเกิดแก่ผู้เป็นมนุษย์

การกล่าวมุสาวาทแล้วจะได้อะไร

การกล่าวมุสาวาท หรือการพูดเท็จปราศจากความจริง เมื่อกล่าวออกไปแล้ว จะได้รับผล 2 ขั้น คือ
  1. ได้รับผลในปฏิสนธิกาล คือเกิดในนรก ดิรัจฉาน, เปรตวิสัย
  2. ได้รับผลในปวัตติกาล คือ หลังจากเกิดแล้วและผลที่จะได้รับในปวัตติกาลนี้ จะครบองค์มุสาวาท หรือไม่ก็ตาม ถ้าได้เกิดมาเป็นมนุษย์จะได้รับผล อีก 8 ประการ คือ
  1. พูดไม่ชัด
  2. ฟันไม่เป็นระเบียบ
  3. ปากเหม็นมาก
  4. ไอตัวร้อนจัด
  5. ตาไม่อยู่ในระดับปกติ
  6. กล่าววาจาด้วยปลายลิ้นและปลายปาก
  7. ท่าทางไม่สง่าผ่าเผย
  8. จิตไม่เที่ยงคล้ายคนวิกลจริต
อานิสงส์แห่งการรักษาศีลข้อที่ 4 มี 14 ประการ
  1. มีอินทรีย์ทั้ง 5 ผ่องใส
  2. มีวาจาไพเราะอ่อนหวาน
  3. มีฟันเสมอชิด สะอาด
  4. ไม่อ้วนจนเกินไป
  5. ไม่ผอมจนเกินไป
  6. ไม่สูงจนเกินไป
  7. ไม่เตี้ยจนเกินไป
  8. กลิ่นปากหอมเหมือนดอกบัว
  9. ได้สัมผัสแต่ที่เป็นสุข
  10. มีบริวารล้วนขยันขันแข็ง
  11. มีถ้อยคำที่บุคคลเชื่อถือได้
  12. ลิ้นบางแดง อ่อนเหมือนกลีบบัว
  13. ใจไม่ฟุ้งซ่าน
  14. ไม่เป็นคนติดอ่าง ไม่เป็นใบ้
 
ศีลข้อที่ 5 คือ เว้นจากการดื่มสุรา และเมรัย รวมถึงเครื่องดองของเมายาเสพติดให้โทษทุกชนิด

โทษของการดื่มสุรา

ทำให้เกิดความประมาทปราศจากการเคารพบิดา มารดา พี่น้อง น้า อา แม้อุปัชฌาจารย์และสมณะ พราหมณ์ ผู้มีศีลก็ไม่เคารพศีลาจารวัตรในการปฏิบัติกายวาจาให้บริสุทธิ์ จะทำแต่การบาปหยาบช้า มีการหยาบ วาจาหยาบ ใจหยาบ ทำแต่อุกุศลเป็นนิตย์ไม่คิดสงสารสัตว์

นอกจากนี้ โทษของการดื่มสุราเมรัยยังพาให้ตกในอบาย นายนิรยบาลจะกรอกด้วยน้ำทองแดง น้ำถึงปากและคอก็จะทำลายไส้พุงขาดกระจายตาย ตายแล้วก็กลับฟื้นขึ้นมา เสวยทุกขเวทนาต่อ ๆ กันไป เมื่อพ้นจากอบายแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ จะเป็นคนใบ้ เสียจริตผิดจากมนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นภัยของชีวิตที่น่ากลัว

ศีลข้อที่ 5 สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวรมณี เว้นจากการดื่มสุราเมรัย ของมึนเมา สิ่งเสพติดให้โทษ ถ้าไม่เว้นอะไรจะเกิดขึ้น?

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "การดื่มน้ำเมา คือสุรา และเมรัย อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ยังสัตว์ให้เป็นไปในนรกในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย"

ผลแห่งการดื่มน้ำเมา คือสุรา และเมรัยอย่างเบาที่สุดย่อมยังความเป็นบ้าใบ้ให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์

ถ้าผิดศีลข้อที่ 5 จะได้อะไร?

การดื่มสุรา เมรัย หรือสิ่งเสพติดให้โทษจะได้รับผล 2 ขั้นคือ
  1. ได้รับผลในปฏิสนธิกาล เกิดในนรก, ดิรัจฉาน, เปรตวิสัย
  2. ได้รับผลในปวัตติกาล คือ หลังจากเกิดแล้ว และผลที่จะได้รับในปวัตติกาลนี้จะครบองค์หรือไม่ก็ตามถ้าได้เกิดมาเป็นมนุษย์ จะได้รับผลจากการดื่มสุรา 6 ประการคือ
  1. ทรัพย์ถูกทำลาย
  2. เกิดวิวาทบาทหมาง
  3. เป็นบ่อเกิดแห่งโรค
  4. เสื่อมเกียรติ
  5. หมดยางอาย
  6. ปัญญาเสื่อมถอยหรือพิการทางปัญญา
รักษาศีลข้อ 5 จะได้อะไร?

ถ้าเว้นจากการจากการดื่มสุรา เมรัย หรือเว้นจากส่งเสพติดให้โทษ จะได้ผลดี 2 ประการ
  1. ได้รับผลดีในปฏิสนธิกาล คือจะเกิดในกามสุคติภูมิ มี มนุษย์หรือสวรรค์เป็นที่เกิด
  2. ได้รับผลในปวัตติกาล คือหลังจากเกิดแล้ว ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์จะได้รับอานิสงส์จากเว้นดื่มน้ำเมา 35 ประการคือ
อานิสงส์แห่งการรักษาศีลข้อที่ 5 มี 35 ประการ
  1. รู้กิจการ อดีต อนาคต ปัจจุบันได้รวดเร็ว
  2. มีสติตั้งมั่นทุกเมื่อ
  3. มีปัญญาดี มีความรู้มาก
  4. มีแต่ความสุข
  5. มีแต่คนนับถือยำเกรง
  6. มีความขวนขวายน้อยหากินง่าย
  7. มีปัญญามาก
  8. มีปัญญาบันเทิงในธรรม
  9. มีความเห็นถูกต้อง
  10. มีศีลบริสุทธิ์
  11. มีใจละอายแก่บาป
  12. รู้จักกลัวบาป
  13. เป็นบัณฑิต
  14. มีความกตัญญู
  15. มีกตเวที
  16. พูดแต่ความสัตย์
  17. รู้จักเฉลี่ยเจือจาน
  18. ซื่อตรง
  19. ไม่เป็นบ้า
  20. ไม่เป็นใบ้
  21. ไม่มัวเมา
  22. ไม่ประมาท
  23. ไม่หลงใหล
  24. ไม่หวาดสะดุ้งกลัว
  25. ไม่บ้าน้ำลาย
  26. ไม่งุนงง ไม่เขอะขะ
  27. ไม่มีความแข่งดี
  28. ไม่มีริษยาใคร
  29. ไม่ส่อเสียดใคร
  30. ไม่พูดหยาบ
  31. ไม่พูดจาเพ้อเจ้อ ไร้ประโยชน์
  32. ไม่เกียจคร้านทุกคืนวัน
  33. ไม่ตระหนี่
  34. ไม่โกรธง่าย
  35. ฉลาดรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และในสิ่งที่เป็นโทษ
 

การคำนวณ...บาปบุญคุณโทษ

posted on 31 Mar 2008 18:32 by dhammaworld  in karma
เทพเจียง เจ้ากรมบัญชีบาปบุญ

          ผู้ใดสร้างสมบุญและบาป เมื่อหักลบกันแล้วถ้า จำนวนบาปมีมากกว่าจำนวนบุญ ให้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ตามกรรมแห่งตน ถ้าจำนวนบุญมีมากกว่าจำนวนบาป แต่ ไม่ถึง          3 000 บุญ จักได้เกิดเป็นมนุษย์อีก ถ้าจำนวนบุญมี มากกว่าบาปตั้งแต่ 3,000 บุญขึ้นไป จักได้เป็นเทพชั้นล่าง จำนวนบุญมีมากกว่า 10,000 บุญขึ้นไป จักได้เป็นเทพ    ชั้นกลาง จำนวนบุญมากกว่า 15,000 บุญขึ้นไป จักได้เป็น เทพชั้นสูง จานวนบุญครบ      100,000 บุญขึ้นไป จักได้เป็น พุทธะ เทพเจ้า ณ สุขาวดีแสนสุขสันต์ ส่วนผู้สร้างบาปหนัก จักตกอเวจีตลอดกาล

หน่วย บาป - บุญ

 
- พูดเท็จ กล่าวคำหยาบ นินทาผู้อื่น 1 ครั้ง 1 บาป
- เสียสัจจะ ผิดนัด 1 ครั้ง 3 บาป
- เล่นการพนัน 1 ครั้ง 5 บาป
- ตั้งบ่อนการพนัน 1 ครั้ง 100 บาป
- เมาสุรา 1 ครั้ง 6 บาป
- กินเนื้อวัว เนื้อสุนัข 1 ครั้ง 1 บาป
- พิมพ์หนังสือธรรมะแจก 1 เล่ม 3 บุญ
- ทำบุญให้ทาน 10 หยวน (ไต้หวัน) 1 บุญ
- ค้างหนี้ไม่ชำระ 10 หยวน 0.6 บาป
- ลักทรัพย์, ฉ้อโกง, ทุจริจ,รับทรัพย์อันมิชอบธรรม 10 หยวน 1 บาป
- ขายของปลอม ของเสื่อมคุณภาพ 1 ครั้ง 5 บาป
- โกงตาชั่ง 1 ครั้ง 10 บาป
- เสียภาษีครบถ้วน 1 ครั้ง 5 บุญ
- หลีกเลี่ยงภาษี 1 ครั้ง 8 บาป
- ทะเลาะวิวาท ฟ้องร้องกัน 1 ครั้ง 2 บาป
- ถอนคดี, ถูกหมิ่นประมาทอดกลั้นไม่เอาเรื่อง 1 ครั้ง 50 บุญ
- การให้บำเหน็จ การลงโทษขาดยุติธรรม 1 ครั้ง 3 บาป
- ลงโทษผู้ไร้ความผิด 1 คน 100 บาป
- โยนความผิดให้ผู้อื่น 1 เรื่อง 100 บาป
- ทิ้งขยะลงถนน, คู คลอง 1 ครั้ง 0.4 บาป
- ปิดกั้นสัญจรทางน้ำหรือทางบก 1 ครั้ง 400 บาป
- เที่ยวซ่อง 1 ครั้ง 100 บาป
- ข่มเหงรังแกผู้อ่อนแอกว่า 1 ครั้ง 3 บาป
- ไม่ยอมรับสินบนทำตามหน้าที่เคร่งครัด 1 ครั้ง 8 บุญ
- ช่วยเหลือผู้ประสบภัย 1 ครั้ง 10 บุญ
- พบเห็นคนประสบอุบัติเหตุไม่ช่วยเหลือ 1 ครั้ง 10 บาป
- ภรรยาบ่นว่าสามี 1 ครั้ง 3 บาป
- สามีภรรยาทะเลาะกัน 1 ครั้ง 2 บาป
- หญิงครองหม้ายไม่ด่างพร้อยตลอดชีวิต 10,000 บุญ
- คบชู้ 1 ครั้ง 100 บาป
- แย่งสามีหรือภรรยาผู้อื่น 1 คน 1,000 บาป
- มีสามีเดียวหรือภรรยาเดียวตลอดชีพ 1,000 บุญ
- ทิ้งลูกทิ้งสามีหรือภรรยา 1 คน 1,000 บาป
- เชื่อฟังบิดามารดา 1 ครั้ง 5 บุญ
- ขัดคำสั่งบิดามารดา 1 ครั้ง 10 บาป
- เลี้ยงดูบิดามารดา 1 ครั้ง 1 บุญ
- ไม่เหลียวแลบิดามารดา 1 วัน 0.5 บาป
- เนรคุณบิดามารดา 2,000 บาป
- ปรนนิบัติบิดามารดาด้วยความกตัญญูตลอดชีวิต 100,000 บุญ
- โกรธเคืองพ่อแม่ 1 ครั้ง 1 บาป
- พี่น้องสามัคคีไม่แก่งแย่ง 100 บุญ
- พี่น้องโกรธเคืองกัน 100 บาป
- ถูกดูหมิ่นไม่โกรธ 1 ครั้ง 1 บุญ
- โกรธไม่หาย 1 ครั้ง 3 บาป
- ดื่มสุรา 1 ชาติ 900 บาป
- คืนดีกัน, ให้อภัย 1 ครั้ง 3 บุญ
- พยาบาท คิดแก้แค้น 1 เรื่อง 3 บาป
- สวดมนต์ไหว้พระ 1 ครั้ง 1 บุญ
- กิริยาวาจาสุภาพ 1 ครั้ง 0.5 บุญ
- ผู้น้อยรับใช้ผู้อาวุโส 1 ครั้ง 3 บุญ
- ลบหลู่ครูอาจารย์ 1 ครั้ง 1 บาป
- ยกย่องครูอาจารย์ 1 ครั้ง 1 บุญ
- ประพฤติตนเป็นคนดี l ชาติ 1,000 บุญ
- ประพฤติเกเร เป็นอันธพาลไม่กลับตัว l ชาติ 1,000 บาป
- ช่วยชีวิตคน 1 ชีวิต 100 บุญ
- ฆ่าคน 1 ชีวิต 1,000 บาป
- ฆ่าตัวตาย 1,000 บาป
- ฆ่าข่มขืน 1 ชีวิต 10,000 บาป
- สละชีพเพื่อชาติ 1,000 บุญ
- ก่อการจลาจล, ทำให้เกิดความวุ่นวายแก่บ้านเมือง 1 ครั้ง 1,000 บาป
- ใช้ไสยศาสตร์ทำร้ายคน 1 ครั้ง 80 บาป
- บำเพ็ญธรรมจริงจัง (ละชั่วทำดี) 10,000 บุญ
- ทำแท้ง 1 ครั้ง 1,000 บาป
- ทิ้งธัญญาหาร (ข้าว) 10 เม็ด 1 บาป
- บริการให้ความสะดวกผู้อื่น 1 ครั้ง 1 บุญ
- ปล่อยนกปล่อยปลา 1 ตัว 1 บุญ
- พูดล้อเลียนคนอัปลักษณ์ มีปมด้อย 1 คำ 5 บาป
- พูดตำหนิศาสนาอื่น 1 ครั้ง 100 บาป
- บริจาคยารักษาโรค 1 ครั้ง 3 บุญ
- ส่งเสริมคนทำชั่ว 1 ครั้ง 4 บาป
- พูดหยาบคายลามก 1 ครั้ง 10 บาป
- ทำหน้าที่แม่บ้านดูแลบ้านเรือนเรียบร้อย 1 วัน 3 บุญ
- สร้างหนังสือลามก 1 เรื่อง 3,000 บาป
- แสดงหนัง-ละครลามก 1 ครั้ง 100 บาป
- อดกลั้นตัณหาราคะ 1 ครั้ง 10 บุญ
- ฆ่ากุ้งหอยปูปลาปรุงอาหาร 10 ตัว 1 บาป

สาระเกี่ยวกับ"นรก"!

posted on 30 Mar 2008 09:58 by dhammaworld  in karma
ตารางเปรียบเทียบ ประเภทนรก ขุมใหญ่เรียงลำดับจากเบาไปหนัก


ขุมที่ ชื่อ อายุนรก เปรียบเทียบจำนวนวัน หมายเหตุ

1 สัญชีพนรก 500 ปี 1 วันนรก = 9 ล้านปีมนุษย์ 4,500 ล้านปีมนุษย์

2 กาฬปุตตะนรก 1,000 ปี 1 วันนรก = 36 ล้านปีมนุษย์ 36,000 ล้านปีมนุษย์

3 สังฆาฏนรก 2,000 ปี 1 วันนรก = 145 ล้านปีมนุษย์ 290,000 ล้านปีมนุษย์

4 โรรุวนรก 4,000 ปี 1 วันนรก = 234 ล้านปีมนุษย์ 936,000 ล้านปีมนุษย์

5 มหาโรรุวนรก 8,000 ปี 1 วันนรก = 9,216 ล้านปีมนุษย์ 73,728,000 ล้านปีมนุษย์

6 ตาปะมหานรก 16,000 ปี 1 วันนรก = 184,212 ล้านปีมนุษย์ 2,947,392,000
ล้านปีมนุษย์

7 มหาตาปะนรก 1/2 กัป ไม่มีการแจ้งไว้ นับไม่ได้

8 อเวจีมหานรก 1 กัป ไม่มีการแจ้งไว้ นับไม่ได้

พิเศษ โลกันตนรก ไม่มีอายุ เป็นการทำบาปที่พิเศษที่สุด ไม่มีระบุในตำรา เสร็จจากนี้ต้องไปต่อที่ขุมอเวจีมหานรกต่อไป

ความหมายของ 1 ปีนรก

1 ปี มี 12 เดือน เดือนละ 30 วัน ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับปีมนุษย์

ความหมายของ 1 กัป

สมมติให้มีกล่องที่ กว้าง 1 โยชน์ ยาว 1 โยชน์ สูง 1 โยชน์
บรรจุเมล็ดผักกาดจนเต็ม เวลาผ่านไป 100 ปี หยิบออก 1 เมล็ด
จนกระทั่งหมดไม่มีเหลือ นับเป็น 1 กัป

นรกขุมใหญ่ ต้องโทษเพราะไม่เคารพ และผิดในกรรมบถ 10

เมื่อเราเสียชีวิต หากพลาดพลั้งต้องตกนรก กรรมของเราจะถูกพิจารณา คือ กรรมหนักที่สุดของเรามีอยู่เท่าไร เทียบได้กับขุมใหญ่ขุมไหน ก็ไปยังขุมใหญ่นั้นๆ

เมื่อเสร็จสิ้นจากขุมใหญ่แต่ละขุม ต้องไปลงนรกบริวารอีก 4 ขุมก่อน
แล้วค่อยมาว่ากันอีกครั้งว่ามีกรรมเหลือเท่าไร

จากนั้นจึงมาเปรียบเทียบใหม่ ว่ากรรมที่หนักที่สุดนั้นมีอยู่เท่าไรเทียบได้กับขุม ใหญ่ขุมไหน ก็ไปยังขุมใหญ่นั้นๆ ต่อไป ...วนเวียนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดกรรม

นรกขุมใหญ่ ขุมที่ 1 สัญชีวนรก

 

 


ลักษณะพื้นเป็นเหล็กหนา เผาไฟจนแดงโชน ขอบด้านข้าง 4 ขอบก็เช่นกัน มองออกไปไม่แลเห็นขอบบ่อ มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล แต่จะหาที่ว่างเว้นจากไฟไม่ได้ เลย ระหว่างไฟจะมีสรรพาวุธต่างๆ เช่น หอก ดาบ ฯลฯ สารพัดจะมี ถูกไฟเผาแดงจนมีความ คมจัด
สัตว์นรกที่อยู่ในนั้นจะวิ่งพล่าน เพราะเท้าเหยียบไฟ ร่างกายก็จะถูกเผาไฟติดไฟตลอด เวลา เวลาวิ่งไปก็จะไปกระทบกับหอก ดาบ ฆ้อน หรืออาวุธต่างๆ มาฟัน แทง สับ ร้องครวญ คราง ดิ้นเร่าๆ แต่พอร่างกายขาดแล้ว ก็จะมาต่อติดกันใหม่โดยทันที มาทรมานต่อไป ไม่มี วันตาย สรุปว่ามีไฟเผากายตลอดเวลา มีสรรพาวุธประหัตประหารตลอดเวลา

 

นรกขุมใหญ่ ขุมที่ 2 กาฬสุตตนรก

 


มีกำแพงทั้ง 4 ด้านเป็นเหล็ก พื้นเป็นเหล็ก ถูกเผาไฟจนแดงโชน
นายนิริยบาลจะจับเอาสัตว์นรกนอนลงไป นำเส้นบรรทัดมาตีเป็นเส้นที่ตัว จากหัวถึงท้ายบ้าง ตีตามขวางบ้าง ไม้บรรทัดนั้นทำจากสายเหล็กที่เผาไฟจนแดงโชน มื่อตีเส้นเป็นแนวแล้ว ก็จะนำเลื่อยบ้าง ขวานบ้าง มีดอีโต้บ้าง มาสับลงตามรอยที่ตีไว้แล้วนั้น

นรกขุมใหญ่ ขุมที่ 3 สังฆาฏนรก

 


มีกำแพงทั้ง 4 ด้านเป็นเหล็ก พื้นเป็นเหล็ก ถูกเผาไฟจนแดงโชน มีภูเขาเหล็ก 2 ลูก กลิ้งไปกลิ้งมาคอยบดทับสัตว์เหล่านั้น ภูเขาเองก็เป็นเหล็กที่ถูกเผาจนแดงโชนเช่นกัน เมื่อถูกบดจนละเอียดแล้วก็จะฟื้นขึ้นมาใหม่ ไม่ตาย รับการทรมานต่อไป คนที่วิ่งหนีก็จะถูกนายนิริยบาลตีบ้าง แทงบ้าง ฟันบ้าง ตลอดเวลา

นรกขุมใหญ่ ขุมที่ 4 โรรุวนรก



มีกำแพงเหล็ก 4 ด้าน ไฟลุกโชน จนหาเปลวไม่ได้ ยิ่งลึกมาก ก็ยิ่งร้อนมากขึ้นไปเรื่อยๆ ตรงกลางขุมจะมีดอกบัวเหล็ก กลีบเหล็กถูกเผาไฟจนแดงโชน กระแสแห่งไฟพุ่งออกจากกลีบตลอดเวลา ไม่มีนายนิริยบาล สัตว์นรกจะถูกกรรมทำให้ต้องเอาหัวมุดลงไปในดอกบัว มือและขาก็จะจุ่มลงไปเช่นกัน กลีบบัวจะงับเข้ามาหนีบขาไว้ถึงข้อเท้า หนีบมือไว้ถึงข้อมือ ส่วนหัวจะหนีบไปถึงคาง เพื่อให้ไฟนั้นเผาอยู่ตลอดเวลา

นรกขุมใหญ่ ขุมที่ 5 มหาโรรุวนรก

มีดอกบัวขนาดใหญ่ ไฟร้อนจัด กลีบบัวมีความคมเป็นกรด วางตั้งอยู่ทั่วไป ระหว่างช่องที่ว่างอยู่จะมีแหลนหลาว ปักเอาไว้ โดยเอาปลายแหลมชี้ขึ้น
เผาไฟจนแดงโชน แต่ดอกบัวนี้จะไม่งับแน่นนัก สัตว์นรกที่อยู่ในดอกบัวทั้งหลายจะร้อน และดิ้นไปโดนกลีบบัว เมื่อกระทบกลีบบัวก็จะขาดตกลงมา

ถูกแหลนหลาวข้างล่างแทงรับไว้ แต่เนื่องจากแหลนหลาวนั้นเป็นไฟลุกแดง จึงทำให้เนื้อตัวของสัตว์นรกนั้นลุกร้อนเป็นไฟ ตกลงมาที่พื้น เมื่อตกถึงพื้น ก็จะมีหมาที่คอยกัดกินจนเหลือแต่กระดูก จนหมดเกลี้ยง แล้วก็จะก่อตัวขึ้นมาเป็นกายใหม่ จากนั้นนายนิริยบาลก็จะบังคับไล่แทงให้ไปอยู่บนดอกบั วต่อไปอีก

นรกขุมใหญ่ ขุมที่ 6 ตาปะมหานรก


แสงเพลิงสว่างไสวมาก เป็นแสงไฟละเอียด มีความร้อนจัด สัตว์ร้องระงมเซ็งแซ่ ไปหมด
มีกำแพงล้อมรอบ 4 ด้าน และพื้นเป็นเหล็กร้อน แดงฉาน มีแหลนหลาวไฟลุกแดง โชน พุ่งมาเสียบเอาสัตว์นรกแล้วเอาขึ้นตั้งไว้ พอไฟไหม้เนื้อหนังหล่นลงมา สัตว์นรกก็จะหล่นลง มาด้วย ก็จะถูกสุนัขขนาดใหญ่เท่าช้าง เที่ยวไล่กัดกิน แทะจนหมดเหลือแต่กระดูกแล้วก็ไปเริ่มต้นใหม่ สัตว์นรกตัวใดไม่ยอมไป ก็จะถูกนายนิริยบาลเอาแหลนไปเสียบแล้วมาขึ้นตั้งไว้อ ย่างเดิม

นรกขุมใหญ่ ขุมที่ 7 มหาตาปะนรก


มีกำแพงทุกด้าน มีไฟที่ความร้อนสูง คล้ายแสงสว่าง พุ่งเข้ามาจากรอบทิศ
มารวมกันตรงกลาง มีภูเขาที่ตั้งอยู่ตรงกลางขุมนรก ก็จะมีไฟพุ่งเข้าพุ่งออกเป็นเหล็ก ที่เผาแดง นายนิริยบาลจะบังคับให้สัตว์นรกป่ายปีนขึ้นไปบนยอดเข า วิ่งขึ้นไป พอไปใกล้ถึงยอดก็จะทนไม่ไหว ร่วงหล่นลงมา ก็จะถูกแหลนหลาวที่ปักเอาไว้โดยรอบ แทงเข้า เมื่อหล่นจากแหลนหลาวนั้นร่างก็จะเต็ม แล้วถูกไฟเผาตามเดิม
นายนิริยบาลก็จะมาไล่ให้ขึ้นไปยอดเขาต่อไป

นรกขุมใหญ่ ขุมที่ 8 อเวจีมหานรก


พิเศษกว่าทุกขุม คือ ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้
กระดูกแดงฉาน เนื่องจากถูกไฟเผาจนสุก ถูกให้ยืนกางแขนกางขา มีกำแพงปิดเฉพาะตัว 6 ทิศ มีหอกแทงทะลุตรึงไว้ทั้งหมด จากบนลงล่าง ซ้ายทะลุขวา หน้าทะลุหลัง หลายสิบเล่ม จนไม่สามารถจะขยับได้เลยแม้แต่น้อย จำนวนสัตว์นรกที่อยู่ในขุมนี้ มีมากกว่าทั้ง 7 ขุม ที่กล่าวมาแล้วรวมกันทั้งหมดเสียอีก

โลกันตนรก

 


นรกขุมใหญ่ พิเศษสุด "โลกันตนรก" ไม่มีอายุ
หลังจากใช้กรรมจนหมดแล้ว จะต้องไปต่อที่อเวจีมหานรกต่อไปทันที
ลักษณะเป็นภูเขาที่ใหญ่โตประมาณมิได้ ภายในภูเขานั้น เป็นถ้ำขนาดใหญ่มาก
มีความเย็นจัดจนบอกไม่ถูก เป็นการทรมานสัตว์นรกด้วยความเย็น
ภายในถ้ำมีน้ำเป็นน้ำกรด แรงจัด และเย็นเฉียบ มีแต่ความมืดมิด ไม่มีแสงสว่าง สัตว์นรกทั้งหลายจะไต่ตามผนังข้างๆ ถ้ำ หินที่ผนังจะคมเป็นกรด
สัตว์ทั้งหลายจะมองไม่เห็นกัน ต่างก็คิดว่าอยู่คนเดียว พอไต่มาพบกันก็จะนึกว่าเป็นอาหาร ก็กัดกินกันจนตกลงไปในน้ำ น้ำกรดก็จะกัดกร่อนทำลายเนื้อหนังจนหมดสิ้น เหลือแต่กระดูก ก็จะประกอบขึ้นมาเป็นร่าง ไต่ขึ้นมาตามผนังถ้ำใหม่อีกครั้ง ต่อไ
ปเรื่อยๆ จนหมดกรรม

edit @ 30 Mar 2008 12:42:37 by DhammaWorld

เรื่องของสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น


เทวภูมิ ๖ (สวรรค์ ๖) แดนอันแสนดีเลิศล้ำด้วย กามคุณ ทั้ง ๕ โลกของ เทวดา ตามปกติ  หมายถึง กามาพจรสวรรค์

 

๑.จาตุมหาราชิการ (สวรรค์ชั้นที่ ๑)

 

 

จาตุมหาราชิการ (สวรรค์ชั้นที่ ๑) สวรรค์ที่ท้าวมหาราช ๔ องค์ ปกครอง

จาตุมหาราชิกา มีมหาราช ๔ องค์

๑. ท้าววธตรัฐะ มหาราช เป็นผู้ปกครอง คันธัพพเทวดา ทั้งหมด อยู่ทาง ทิศตะวันออก

๒. ท้าวิรุฬหกะ มหาราช เป็นผู้ปกครอง กุมภัณฑ์เทวดา ทั้งหมด อยู่ทาง ทิศใต้

๓. ท้าววิรูปักษ์ มหาราช เป็นผู้ปกครอง นาคะเทวดา ทั้งหมด อยู่ทาง ทิศตะวันออก

๔. ท้าวเวสสุวรรณ มหาราช เป็นผู้ปกครอง ยักขเทวดา ทั้งหมด อยู่ทาง ทิศเหนือ

(ท้าวกุเวร หรือ เวสสวัณ)

ท้าวมหาราช ทั้ง ๔ องค์นี้ เป็นผู้รักษาโลกมนุษย์ด้วย จึงชื่อว่า ท้าวจตุโลกบาล หรือ   ท้าวโลกบาล ๔

พระเจ้าพิมพิสาร เอง แม้จะเป็น พระโสดาบัน แต่ก็พอใจสวรรค์ชั้นนี้

ได้เกิดเป็นบริวารของ ท้าวเวสสุวรรณมหาราช

เทวดาที่อยู่ภายใต้อำนาจปกครองของ ท้าวจาตุมหาราช

๑. ปัพพตัฏฐเทวดา เทวดาที่ อาศัยภูเขาอยู่

๒. อากาสัฏฐเทวดา เทวดาที่ อาศัยอยู่ในอากาศ

๓. ขิฑฑาปโทสิกเทวดา เทวดาที่ มีความเพลิดเพลินในการเล่นกีฬา จนลืมบริโภคอาหาร  แล้วตาย

๔. มโนปโทสิเทวดา เทวดาที่ ตายเพราะความโกรธ

๕. สีตวลาหกเทวดา เทวดาที่ ทำให้อากาศเย็นเกิดขึ้น

๖. อุณหวลาหกเทวดา เทวดาที่ ทำให้อากาศร้อนเกิดขึ้น

๗. จันทิมเทวปุตตเทวดา เทวดาที่ อยู่ในพระจันทร์

๘. สุริยเทวปุตตเทวดา เทวดาที่ อยู่ในพระอาทิตย์

ยักษิณี นางยักษ์

ยักษ์ มีความหมายหลายอย่าง แต่ที่ใช้บ่อยหมายถึง อมนุษย์ พวกหนึ่ง เป็นบริวารของ ท้าวกุเวรตามที่ถือกันมาว่ามีรูปร่างใหญ่โตน่ากลัง มีเขี้ยวโง้ง ชอบกินมนุษย์กิสัตว์ โดยมา     มีฤทธิ์ เหาะได้ จำแลงตัวได้

เทวดา หมู่ เทพ ชาว สวรรค์ เป็นคำรามเรียกชาว สวรรค์ ทั้งเพศชายและเพศหญิง

เทวดาตามที่อยู่อาศัย

๑. ภุมมัฎฐเทวดา เทวดาที่อาศัยอยู่ตามพื้นดิน เช่น ภูเขา แม่น้ำ มหาสมุทร ใต้พื้นดิน      บ้านเรือน ซุ้มประตู เจดีย์ ศาลา เป็นต้น ถือว่าที่นั้น ๆ เป็นวิมานของตน

๒. รุกขเทวดา เทวดาที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้ มี ๒ จำพวก คือ

๒.๑ มีวิมานอยู่บนต้นไม้ ถ้าอยู่บนยอดต้นไม้ เรียก รุกขวิมาน

ถ้าอยู่บนสาขาของต้นไม้ เรียก สาขัฏฐวิมาน

๒.๒ อยู่บนต้นไม้แต่ไม่มี วิมาน (ที่อยู่ของเทวดา)

๓. อากาสัฏฐเทวดา เทวดาที่มีวิมานอยู่ในอากาศ

ในธรรมบทอรรถกถา พุทธวังสอรรถกถา แสดงเทวดาชั้น จาตุมหาราชิกา มี 2 จำพวก         โดยจัด รุกขะเทวดา อยู่ในจำพวก ภุมมัฎฐะเทวดา เทพารักษ์ เทวดาผู้ดูแลรักษาที่แห่ง   ใดแห่งหนึ่ง

เทวดาที่มีใจโหดร้าย

๑. คันธัพโพ คันธัพพี ได้แก่ เทวดาคันธัพพะ ที่ถือกำเนิดภายในต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม ที่เรียกว่า นางไม้ หรือแม่ย่านาง

หรือ คนธรรพ ชอบรบกวนให้เกิดอุปสรรคต่าง ๆ เช่นทำให้เกิดเจ็บป่วย หรือ

หรือ คนธรรพ์ ทำ อันตรายแก่ทรัพย์สมบัติของผู้อื่นที่นำไม้นั้นมาใช้สอย อยู่ในความ

ปกครองของ ท้าวธตรัฏฐะ คันธัพพะเทวดา นี้สิงอยู่ในไม้นั้นตลอดไป

แม้ใครจะตัดไปใช้สอยอย่างใด ๆผิดกับ รุกขเทวดา ที่อาศัยอยู่ตามต้น

ไม้ถ้าต้นไม้นั้นตายหรือถูกตัดฟัน ก็ย้ายจากต้นนั้นไปต้นอื่น

๒. กุมภัณโฑ กุมภัณฑี ได้แก่ เทวดาภุมภัณฑ์ ที่เรียกกันว่า รากษส เป็นเทวดาที่รักษา    สมบัติต่าง ๆเช่นแก้วมณี

และรักษาป่า ภูเขา แม่น้ำ ถ้ามีพวกล่วงล้ำ ก็ให้โทษต่าง ๆอยู่ใน

ความปกครองของ ท้าววิรุฬหกะ

๓. นาโค นาคี ได้แก่ เทวดานาค ได้แก่เทวดานาค มีวิชาเวทมนต์คาถาต่าง ๆ ขณะท่องในโลกมนุษย์ บาง

ทีก็เนรมิตเป็นคนสัตว์ต่าง ๆ ชอบลงโทษพวกสัตว์นรก อยู่ในความ

ปกครองของ ท้าววิรูปักขะ

๔. ยักโข ยักขนี ได้แก่ เทวดายักษ์ พอใจเบียดเบียนสัตว์นรก อยู่ในความปกครองของ ท้าวเวสสุวรรณ

อาการเกิดของเทวดา ถ้าได้เคยสร้างบุญกุศลไว้มากกพอ ก็ไปเกิดในวิมานของตนเองพร้อมกับมีบริวาร ไม่ต้องเป็น

บุตรธิดาหรือเทวดารับใช้ของผู้ใด

กล่าวไว้ในอรรถกถาบางแห่งเป็นพิเศษ เทวบุตร คือ บุรุษ ที่เกิดบนตักของเทวดา

เทวธิดา คือ สตรี ที่เกิดบนตักของเทวดา

เทวดาสตรี ถ้าเกิด ในที่นอน จัดเป็น ปริจาริกา (นางบำเรอ)

ถ้าเกิด ข้างที่นอน จัดเป็น พนักงานเครื่องสำอาง

ถ้าเกิด กลางวิมาน จัดเป็น คนใช้


๒. ดาวดึงส์ (สรรค์ชั้นที่ ๒)

 



แดนแห่งเทพ ๓๓ มีจอมเทพชื่อ ท้าวสักกะ หรือที่เรียกว่า พระอินทร์ เป็นใหญ่สุด เมื่อพระอินทร์องค์หนึ่งสิ้นบุญ จุติ ไป ก็มีพระอินทร์อีกองค์หนึ่งเกิดสืบแทนกันไป ดาวดึงส์ เป็นคำบาลีแปลว่า ๓๓ บางทีก็เรียก ไตรตรึงษ์ ซึ่งเป็นคำสันสกฤต แปลว่า ๓๓ เหมือนกัน
ความเป็นอยู่ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ล้วนแต่เป็นผู้เสวยทิพยสมบัติจากกุศลธรรมในอดีต บริโภคอาหารอันละเอียดสุขุม ชนิดที่เป็น สุธาโภชน์ (ผู้บริโภคอาหารทิพย์) อารมณ์ที่ได้รับจึงล้วนมีแต่ อิฏฐรมณ์ (อารมณ์ที่น่าปรารถนา) และไม่มีความเจ็บป่วย   ไม่มีอุจจาระ ปัสสาวะ เทวดาผู้ชาย มีความเป็นหนุ่มอยู่ในวัย ๒๐ ปี ส่วนเทวดาผู้หญิงมีความเป็นสาวอยู่ในวัย ๑๖ ปี สวยงามตลอดไปจนตาย มิได้มีความชรา เทวดาผู้หญิงไม่มีประจำเดือนและไม่ต้องมีครรภ์ เว้นแต่ ภุมมัฏฐเทวดา บางองค์ที่ยังมี  ประจำเดือน และครรภ์เหมือนมนุษย์ความเป็นอยู่ของเทวดาในเทวโลกนี้ เป็นเช่นเดียวกับมนุษย์โลก มีการไปมาหาสู่กันและเบียดเบียนกัน มีความรักใคร่ ปรารถนาเป็นคู่ครองกัน สมบัติของเทวดาเหล่านั้น มีความยิ่งหย่อนกว่ากัน ทั้งบริวาร       วิมานและ อิฎฐรมณ์ ต่าง ๆ สุดแต่กรรทที่ตนได้กระทำไว้
โกสิยเทวราช คือ พระอินทร์ เรียก ท้าวโกสีย์ บ้าง ท้าวสักกเทวราช บ้าง

เทวดาที่อยู่บนชั้นดาวดึงส์ มี ๒ พวก

๑. ภุมมัฏฐเทวดา ได้แก่ พระอินทร์ และเทวดาชั้นผู้ใหญ่ ๓๒ องค์ พร้อมทั้งบริวาร           เทวอสุรา

๕ จำพวก

๒. อากาสัฏฐเทวดา ได้แก่ พวกเทวดาที่อยู่ในวิมานลอยไปกลางอากาศ

เทพ เทพเจ้า เทวดา

เทพ ๓

๑. สมมติเทพ เทวดาโดยสมมติ ได้แก่ พระราชา พระเทวี และพระราชกุมาร

๒. อุปปัตติเทพ เทวดาโดยกำเนิด ได้แก่เทวดาใน กามาวจรสวรรค์ และ พรหม ทั้งหลาย      เป็นต้น

๓. วิสุทธิเทพ เทวดาโดยความบริสุทธิ์ ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และ       พระอรหันต์ ทั้งหลาย

สุขาวดี แดนที่มีความสุข เป็นชื่อสวรรค์ของพระอมิตาภพุทธ ฝ่ายมหายาน


 

๓. ยามา (สวรรค์ชั้นที่ ๓)

แดนแห่งเทพผู้ปราศจากความทุกข์ มี ท้าวสุยามเทพบุตร ปกครอง ตั้งแต่ภูมิยามานี้ขึ้นไปตั้งอยู่ในอากาศ จึงไม่มีเทวดา ภุมมัฏฐเทวดา อาศัยอยู่ มีแต่พวก อากาสัฏฐเทวดา พวกเดียว ร่างกายสวยงามประณีต อายุยืนยาวกว่าเทวดาชั้น ดาวดึงส์ มากเป็นภูมิที่สวยงามประณีต ปราศจากความยากลำบาก ไม่มีเรื่องทุกข์ ได้แก่ที่อยู่ของ พวกที่รักษา อุโบสถในชั้นฟ้านี้ไม่เห็นพระอาทิตย์เลย เพราะว่าอยู่สูงกว่าพระอาทิตย์มากแต่เทพชั้นนี้เห็นกันได้ด้วยรัศมีแก้ว และด้วยรัศมีของเทพเองจะรู้ว่ารุ่งหรือค่ำด้วยอาศัยดอกไม้ทิพย์ คือ เมื่อเห็นดอกไม้บาน    จึงรู้ว่ารุ่ง เมื่อเห็นดอกไม้หุบจึงรู้ว่าค่ำ เทพชั้นยามยามาไม่ปรากฏว่าได้ลงมาเกี่ยวข้องกับ      มนุษย์



๔. ดุสิต (สวรรค์ชั้นที่ ๔)

แดนแห่งเทพผู้เอิบอิ่มด้วยสิริสมบัติของตน มี ท้าวดุสิตเทวราช ปกครอง เป็นภูมิของเทวดาผู้อิ่มเอิบด้วยบารมี ผู้มีปัญญา ผู้อยู่ในภูมินี้จึงมีแต่ความชื่นบาน        มีวิมานทิพย์ ทิพย์สมบัติ ร่างกายประณีตกว่าเทวดาในชั้น ยามา เป็น ภพ สุดท้ายของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทุกพระองค์ก่อนที่จะมาบังเกิดและตรัสรู้ในมนุษย์โลก
ทิพย์ เป็นของเทวดา วิเศษ เลิศกว่าของมนุษย์


๕. นิมมานรดี (สวรรค์ชั้นที่ ๕)

แดนแก่งเทพผู้ยินดีในการนิรมิต มีท้าวสุนิมมิต หรือ นิมมิตเทวราช ปกครองเทวดาชันนี้ปรารถนาสิ่งใด นิรมิตเอาได้ตามความพอใจของตน ไม่มีคู่ครองของตนเป็นประจำ เมื่อใดปรารถนาใคร่เสพ กามคุณ เวลานั้นก็ เนรมิต เทพบุตร หรือเทพธิดาขึ้นมาตามความปรารถนา และเมื่อใดได้เพลิดเพลินกับ กามคุณ นั้นสมใจแล้ว  กามคุณ ที่เนรมิตขึ้นมานั้นก็จะอันตรธานหายไป

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

กัมมัง เขตตัง กรรม เป็นเหมือนนา

วิญญาณัง พีชัง วิญญาณ เป็นเหมือนพืชที่หว่านลงในนา

ตัณหา สิเนโห ตัณหา เหมือนยางเหนียวมีอยู่ในพืช อันจะทำให้พืชนั้นปลูกงอกงามขึ้นได้

เพราะฉะนั้น เมื่อยังมี กรรม วิญญาณ และ ตัณหา อยู่ ก็ยังจะต้องไปเกิด

ในภพต่าง ๆ คือหมายความว่า ยังมี อวิชชา เป็นเครื่องกั้นอยู่ ยังมี ตัณหา

เป็น สังโยชน์ คือเครื่องผูกอยู่


๖. ปรนิมมิตวสวัตดี (สวรรค์ชั้นที่ ๖)

แดนแห่งเทพผู้ยังอำนาจให้เป็นไปในสมบัติที่ผู้อื่น นิรมิต (บันดาลให้เป็นขึ้นมีขึ้น) ให้

มีเทพเป็นราชาผู้ปกครองอยู่ ๒ ฝ่าย

ฝ่าย เทพยดา ปรนิมมิตรสวัตตีเทวราช ปกครองเทพไม่เป็นมาร

ฝ่าย มาร (๒) ปรนิมมิตวสวัตตีเทวราช (ชื่อเหมือนกัน)

หรือ พญามาราธิราช หรือ วสวัตตีมาร ปกครองเทพที่เป็นมาร

ฝ่ายมาร(๒) หรือเทวปุตตมาร

เป็น มิจฉาทิฎฐฺ เทวดา ที่ไม่มีความเลื่อมใสในพุทธศาสนา มารนี้มีความกลัวเป็นข้อสำคัญอยู่ข้อหนึ่งว่าตนจะสิ้นอำนาจครอบครองโลกไม่ประสงค์ให้ ใครทั้งนั้นบรรลุ มรรค ผล นิพพาน เพราะเมื่อผู้ใดพ้นโลก หมายถึงว่ามีจิตใจพ้นกิเลสดังกล่าว ผู้นั้นก็พ้นอำนาจของมารทั้งยังเป็นผู้คอยขัดขวางให้เกิดอุปสรรคต่อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่เสมอ เมื่อวันที่ พระพุทธองค์ เสด็จอออกบวช พญามารตนนี้ได้มาปรากฏตัว ยกมือห้ามว่าอย่าออกบวชเลย อีกไม่นานเท่าไรท่านก็จะได้เป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แล้ว เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงขับไล่ออกไป เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญ ทุกรกิริยา ก็มากระซิบ  บอกว่า บัดนี้พระองค์ก็บรรลุสัมโพธิญาณดังหวังแล้ว ปรินิพพาน เถอะพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า พระองค์จะไม่ ปรินิพพาน จนกว่า พรหมจรรย์ (การประพฤติธรรมอันประเสริฐ) ของพระองค์จะแพร่หลาย มั่นคง ครั้นเมื่อเงื่อนไขทุกอย่างพร้อมแล้ว พญามารจึงเข้ามา กราบทูลให้ ปรินิพพาน เท่ากับทวงสัญญาว่าบัดนี้ถึงเวลาที่พระองค์จะปรินิพพานแล้วพระพุทธองค์จึงทรง ปลงอายุ   สังขาร

พญามาราธิราช จะต้องทำบุญไว้มาก ไม่เช่นนั้นก็จะไม่บังเกิดในสวรรค์ชั้นสูงนี้ได้ภายหลังละ มิจฉาทิฏฐิ และกลับมาเลื่อมใสในพุทธศาสนา

เทวดาชั้นนี้ปรารถนาสิ่งใดไม่ต้องนิรมิตเอง มีเทวดาอื่นที่รับใช้เนรมิตให้ตามต้องการ เป็นภูมิที่มีความสุขและเพลิดเพลินมากเทวดาที่อยู่ในชั้นปรนิมมิตวสวัตตีนี้ไม่มีคู่ครองเป็น ประจำโดยเฉพาะตน เป็นที่อยู่ของพวกที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นไว้มาก
ปลงอายุสังขาร ตกลงใจกำหนดการสิ้นสุดอายุ ตกลงพระทัยว่าจะ ปรินิพพาน
ปลงสังขาร ทอดอาลัยในกายของตนว่าจะตายเป็นแน่แท้แล้ว
ทุกรกิริยา การทำความเพียรอันยากที่ใคร ๆ จะทำได้ ได้แก่การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษด้วยวิธีการทรมานตนต่าง ๆ เช่นกลั้นลม อัสสาสะ (ลมหายใจเข้า) ปัสสาสะ(ลมหายใจออก) และอดอาหาร เป็นต้น เขียนเต็มเป็น ทุกกรกิริยา


เทวภูมิ หรือ ฉกามาพจรสวรรค์ ทั้ง ๖ ชั้นยังเกี่ยวข้องกับ กามคุณ


เทวภูมิ ๖ (ฉกามาพจรสวรรค์ ๖)

๑. จาตุมหาราชิกา มีเหมือนมนุษย์

๒. ดาวดึงส์ มีเหมือนมนุษย์

๓. ยามา มีแต่ กายสังสัคคะ (กายสังสัคคะ ความเกี่ยวข้องด้วยกาย การเคล้าคลึงร่างกาย)

๔. ดุสิต มีเพียงจับมือกัน

๕. นิมมานรดี มีเพียงยิ้มรับกัน

๖. ปรนิมมิตสวัตตี มีแต่มองดูกัน

ในเทวภูมิไม่มีสัตว์เดรัจฉาน และเมื่อต้องการจะมีม้ารถเทียม ก็จะมีเทพบุตรจำแลง กาย  ของเทวดา เรียกว่าเป็นกายทิพย์ เป็นกายสว่างละเอียด ไม่มีปฏิกูล เกิดเป็น อุปปาติกะ คือ ผุดเกิดขึ้น มีตัวตนโตเต็มที่เลย แต่เป็น อทิสสมานกาย คือ การยที่ไม่ปรากฏแก่ตาคนในเทวภูมิบริบูรณ์ด้วยความสุข อายุก็ยืนยาว แก่เจ็บไม่ปรากฏตายก็ไม่ปรากฏซาก จึงเห็นทุกข์ได้ยาก

เทวดาจะจุตุ มี ๔ ประการ


๑. อายุขัย จุติเพราะสิ้นอายุ

ได้แก่ เทวดาที่ได้เคยสร้างกุศลมาก็ได้เสวยสมบัติทิพย์จนครบอายุทิพย์ในเทวโลกชั้นที่ตน    อยู่นั้น ครั้นหมดอายุแล้วก็จุติ

๒. บุญญขัย จุติเพราะสิ้นบุญ

ได้แก่ เทวดาที่สร้างสมบุญกุศลไว้น้อย เมื่อกุศลผลบุญที่ได้กระทำไว้หมดสิ้นลงเสีย แต่ในระหว่างยังไม่ถึงอายุขัย จำต้องจุติไปเกิดที่อื่น เพราะหมดบุญแล้ว

๓. อาหารขัย จุติเพราะสิ้นอาหาร

ได้แก่ เทวดาบางจำพวกที่เสวยทิพย์สมบัติ จนลืมบริโภคสุธาโภชนาหารทิพย์อันเป็นปัจจัย   แก่กาย และชีวิตถ้าแม้ว่าเขาลืมบริโภคภายหลังสักร้อยครั้งพันครั้ง ก็มิอาจจะซ่อมแซมให้ดีขึ้นมาใหม่

๔. โกธพลขัย จุติเพราะความโกรธ

ได้แก่ เทวดาบางจำพวกที่มีจิตริษยาหาเหตุพาล มีความโกรธในหัวใจ

จุตินิมิตของเทวดา ๕ ประการ

นิมิตล่วงหน้า ซึ่งอุบัติเกิดแก่เทวดาผู้จะต้องจุติ

จุติ เคลื่อนจาก ภพ หนึ่งไปสู่ ภพ อื่น ตาย (ส่วนมากใช้กับเทวดา)

๑. ดอกไม้ทิพย์เครื่องประดับเหี่ยวแห้ง

๒. ผ้าทิพย์เครื่องประดับสำหรับองค์มีสีเศร้าหมอง

๓. มีเหงื่อไหลออกมาจากรักแร้

๔. ที่นั่งและที่นอนร้อนดุจมีไฟอยู่ภายใต้

๕. กายของเทวดาเหี่ยวแห้งเศร้าหมองหารัศมีเช่นก่อนไม่ได้เหน็ดเหนื่อยเมื่อยเนื้อตัวมือตีน มีความกระวนกระวายใจ


edit @ 29 Mar 2008 11:17:32 by DhammaWorld